ขนมทำง่าย, ขนมหวาน, ขนมไทย, อาหารทำง่าย, อาหารสุดง่าย

เมนูคลายร้อน เฉาก๊วยนมสด รับประกันความฟินที่คุณต้องติดใจ

เฉาก๊วยนมสด

เฉาก๊วยนมสด ส่วนผสม
เฉาก๊วย 1 ถุง
วุ้นมะพร้าว 1 ถุง
นมสด 1 แก้ว
น้ำแข็งป่น 1 แก้ว
น้ำตาลทรายแดง 1 – 2 ช้อนโต๊ะ แล้วแต่ว่าชอบหวานมากหรือน้อย

เฉาก๊วยนมสด

วิธีทำ

แกะเฉาก๊วยออกมาจากถุงจากนั้นใช้มีดตัดให้เป็นลูกเต๋า เช่นเดียวกันกับวุ้นมะพร้าว ใส่แก้วหรือถ้วยพักไว้ จากนั้นใส่น้ำแข็งป่นตามด้วยนมสด ตักน้ำตาลทรายแดงราดด้านบน ยกเสิร์ฟได้เลย รับรองว่าชื่นใจสุดๆไปเรยจ้า…

More
ขนมทำง่าย, ขนมหวาน, ขนมไทย

ขนมตาลสูตรครัวไทย ทำจากลูกตาล จากผลตาลสุกคั้นผสมแป้ง วิธีง่ายๆ ใครๆก็ทำได้

ขนมตาลสูตรครัวไทย

ขนมตาลสูตรครัวไทย เคล็ดลับการทำขนมตาล

ขนมตาลสูตรครัวไทย

 

การคั้นเนื้อลูกตาล มีความสำคัญ การคั้นเนื้อลูกตาล เนื้อลูกตาลจะได้สีเหลืองๆ
แป้งสำหรับนำมาผสมกับเนื้อลูกตาล ให้ ใช้ข้าวสารโม่ แป้งที่ได้จากการโม่ เป็น เคล็ดลับความอร่อยของขนมตาล จะทำให้แป้งเนื้อเนียนอร่อย
แป้งท้าวยายม้อม จะทำให้ เนื้อแป้ง มีความหนียวนุ่ม
มะพร้าวขูด ให้นำไปนึ่งก่อน การนึ่งมะพร้าวขูด ทำให้เนื้อมะพร้าวไม่บูด หากไม่นำไปนึ่งก่อน มะพร้าวจะบูดกินไม่ได้
ขนมตาลต้องกินแบบร้อนๆ จะอร่อยกว่าการกินแบบเย็นๆ

 

ขนมตาลสูตรครัวไทย

ส่วนผสม

ผลตาลสุก 1 ผล
ข้าวสารเก่า 2 ถ้วย
แป้งท้าวยายม้อม 2 ช้อนโต้ะ
น้ำตาลทราย 2 ถ้วย
เนื้อมะพร้าวขูด 2 ถ้วย
เกลือ 1 ช้อนชา

 

ขนมตาลสูตรครัวไทย

ขั้นตอนการทำ

ปลอกเปลือกลูกตาลออกจากนั้นขูดเอาแต่เนื้อลูกตาลสีเหลืองออก และนำตัวลูกตาลไปแช่น้ำไว้จนเนื้อลูกตาลละลายออกหมด
จากนั้นใช้ผ้าห่อเนื้อลูกตาลผูกมัดปากไว้ให้แน่นแขวนไว้ให้แห้ง
นำข้าวสารไปแช่น้ำไว้ให้เนื้อข้าวสารอ่อน จากนั้นนำไปโม่ให้ละเอียด แล้วทับให้แห้ง
ผสมข้าวสารที่โม่ไว้แล้วกับ แป้งท้าวยายม่อม และ ลูกตาลที่ทับจนแห้งแล้ว นวดให้ส่วนผสมนุ่มเป็นเนื้อเดียวกันโดยปกติแล้วจะใช้เวลาประมาณ 30-60 นาที จากนั้นใส่ น้ำตาล สลับกับ หัวกะทิ ลงไป นวดจนส่วนผสมเข้ากัน จากนั้นพักแป้งไว้ประมาณ 5-10 ชั่วโมง
นำแป้งที่พักไว้แล้วใส่แม่พิมพ์ นำไปนึ่งให้สุกฟูจากนั้นโรย มะพร้าวขูด ด้านบนขนมตาล แกะออกจากแม่พิมพ์
เสริฟ ขนมตาล ใส่จานขนม

More
ขนมทำง่าย

สูตรโรตีกล้วยหอม เมนูนี้เป็นขนมหวานเมนูทอด ที่ทานได้ทุกเพศทุกวัย

สูตรโรตีกล้วยหอม เมนูนี้เป็นขนมหวานเมนูทอด

สูตรโรตีกล้วยหอม และแล้วก็มาถึงขนมไส้กล้วยสุดโปรดนั่นคือ เมนูโรตีกล้วยหอม มาพร้อมวิธีทำแป้งโรตีเหนียวนุ่ม ใส่ไส้กล้วยหอมและราดซอสช็อกโกแลต กินตอนร้อน ๆ อร่อยฟิน

ส่วนผสม แป้งโรตี

• แป้งสาลีอเนกประสงค์ 800 กรัม
• แป้งโฮลวีท 200 กรัม
• น้ำ 500 มิลลิลิตร
• ไข่ไก่ 2 ฟอง
• น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
• เกลือป่น 1 ช้อนชา
• นมข้นหวาน 2 ช้อนโต๊ะ
• น้ำมันพืชสำหรับทาผิวแป้ง

ส่วนผสม โรตีกล้วยหอม

• แป้งโรตีที่เตรียมไว้ 1 ก้อน
• กล้วยหอมฝานเป็นชิ้น 1 ลูก
• ไข่ไก่ 1 ฟอง
• มาการีนสำหรับทอดแป้ง
• นมข้นหวาน หรือซอสช็อกโกแลต และน้ำตาลทรายสำหรับโรยหน้า

วิธีทำโรตีกล้วยหอม

1. ทำแป้งโรตี โดยร่อนแป้งสาลีอเนกประสงค์กับแป้งโฮลวีทให้เข้ากัน เตรียมไว้
2. ตีผสมไข่ไก่กับน้ำ น้ำตาลทราย เกลือป่น และนมข้นหวานเข้าด้วยกัน ค่อย ๆ ใส่ส่วนผสมแป้งที่ร่อนไว้ ตีผสมจนเหนียว นวดแป้งให้เข้ากันจนไม่ติดมือ ตัดแบ่งแป้งเป็นก้อนเท่า ๆ กัน คลุกด้วยน้ำมันพืช พักทิ้งไว้สักครู่
3. ตีผสมไข่ไก่กับกล้วยหอมให้เข้ากัน และใส่มาการีนลงในกระทะ
4. แผ่ก้อนแป้งให้แบนแล้วฟาดแป้งจนเป็นแผ่นบาง วางลงทอดในกระทะ เทส่วนผสมกล้วยหอมใส่ลงตรงกลางแป้ง พับมุมแป้งทั้ง 4 ด้าน ทอดจนสุกเหลืองทั้งสองด้าน ตักขึ้นสะเด็ดน้ำมัน วางลงในจาน ตัดเป็นชิ้น ๆ ราดนมข้นหวาน หรือซอสช็อกโกแลต และน้ำตาลทรายตามชอบ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

More
ขนมทำง่าย

บานอฟฟี่พาย เมนูของหวานในร้านคาเฟ่ หน้าตาเป๊ะปังพร้อมเปิดร้าน

บานอฟฟี่พาย  แม้ขั้นตอนทำบานอฟฟี่พายจะยุ่งยากแต่ก็ขายดีนะคะ

บานอฟฟี่พาย สูตรจาก เฟซบุ๊ก Pimmy ชวนกินของอร่อย ชิ้นเดียวได้ความอร่อยทั้งจากช็อกโกแลต กล้วยคาราเมล วิปครีม แช่เย็นอร่อยเหาะจริงเชียว

บานอฟฟี่พาย สำหรับพิมพ์ 3 ปอนด์

• ส่วนผสม ชั้นที่ 1 (A) ฐานพาย
• บิสกิต 240 กรัม (หรือคุกกี้โอรีโอ้)
• เนยสดจืด 100 กรัม

ส่วนผสม ชั้นที่ 2 (B) ช็อกโกแลต

• ดาร์กช็อกโกแลต 60% 130 กรัม
• วิปปิ้งครีมชนิดนมโคแท้ 140 กรัม
• กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา

ส่วนผสม ชั้นที่ 3 (C) กล้วยคาราเมล

• น้ำสะอาด 1/4 ถ้วย
• น้ำตาลคาราเมล 1/2 ถ้วย
• น้ำตาลทรายแดง 1/2 ถ้วย
• เกลือ 1/2 ช้อนชา
• วิปปิ้งครีมนมโคแท้ (Dairy Whipping Cream) 3/4 ถ้วย (นำเข้าไมโครเวฟให้ร้อน 1 นาที)
• เนยสดจืด 30 กรัม
• กลิ่นวานิลลา 1/2 ช้อนชา
• กล้วยหอม 5-6 ลูก หรือตามชอบ

บานอฟฟี่พาย

ส่วนผสม ชั้นที่ 4 (D) วิปปิ้งครีม

• วิปปิ้งครีม ใช้ได้ทั้งครีมสด (Dairy) และ ครีมไขมันพืช (Non-Dairy) 300-400 กรัม (ใส่มากหรือน้อยตามชอบ)
• กลิ่นวานิลลา 1/2 ช้อนชา

หมายเหตุ : สามารถเติมน้ำตาลไอซิ่งได้ตามชอบ โดยชิมรสวิปครีมก่อนค่อยเติม ในสูตรใช้วิปครีมที่มีรสหวานอยู่แล้วเลยไม่ได้เติมไอซิ่ง โดยส่วนมากถ้ารสไม่หวานจะเพิ่มไอซิ่ง 10% ของน้ำหนักวิปครีมที่ใช้

ส่วนผสม ชั้นที่ 5 (F) ผงโกโก้ (สำหรับโรย)

• ผงโกโก้ชนิดไม่หวาน 2-3 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำชั้นที่ 1 ฐานพาย (A)

• นำบิสกิตไปปั่นหรือใส่ถุงทุบให้ละเอียด (หรือใช้โอรีโอ้ก็ได้) เทเนยละลายลงผสมให้เข้ากัน นำไปกรุใส่พิมพ์ กดให้แน่น แล้วเข้าช่องแช่แข็งประมาณ 1 ชั่วโมงหรือจนเซตตัว

วิธีทำชั้นที่ 2 ช็อกโกแลต (B)

• นำวิปครีมแบบ Dairy และดาร์กช็อกโกแลตไปตุ๋นด้วยไฟอ่อน ย้ำต้องอ่อน พอช็อกโกแลตละลายก็ยกลงจากเตาเลย แล้วค่อยมาคนให้เข้ากัน เพิ่มความหอมด้วยกลิ่นวานิลลา รอจนเย็นแล้วนำไปเทใส่พิมพ์ที่กรุบิสกิตไว้ นำไปเข้าช่องแช่แข็ง หรือแช่เย็นให้เซตตัวดีก่อนค่อยทำชั้นต่อไป

วิธีทำชั้นที่ 3 กล้วยกับคาราเมล (C)

• ทำคาราเมล โดยใส่น้ำสะอาดลงในหม้อทนความร้อน ใส่น้ำตาลทรายคาราเมล ตามด้วยน้ำตาลทรายแดงกับเกลือ ตั้งไฟปานกลางกวนจนน้ำตาลละลายหมด และมีลักษณะข้นเหนียว มีกลิ่นไหม้นิด ๆ ปิดไฟ ค่อย ๆ เทวิปครีม (ที่นำเข้าไมโครเวฟให้ร้อน) คนจนเข้ากันแล้วเปิดไฟกลางอีกครั้ง กวนต่อจนข้นขึ้นแล้วยกลงจากเตา ใส่เนยและกลิ่นวานิลลา คนจนเนยละลายหมด พักไว้ให้เย็น จัดเรียงกล้วยลงในพิมพ์ ราดด้วยคาราเมลแล้วนำไปแช่เย็นให้คาราเมลแข็งตัว โปะวิปครีม

วิธีทำชั้นที่ 4 วิปครีม (D)

• ถ้าอยากให้อยู่ตัวนานขึ้นแนะนำใช้ครีมแบบ Non-Dairy แต่ถ้าไม่อยากซื้อหลายอันก็ใช้ครีม Dairy ได้เลย ใส่วิปครีมลงไปในอ่างผสม เติมกลิ่นวานิลลา ตีวิปครีมให้ขึ้นฟู นำไปโปะในพิมพ์ เกลี่ยให้เรียบ…

More
ขนมทำง่าย

ช็อกโกแลตเนยถั่ว ไอเดียขนมง่าย ๆ กับส่วนผสมแค่ 3 อย่าง !

ช็อกโกแลตเนยถั่ว  สัมผัสแรกที่ได้กัดช็อกโกแลตก้อนนี้ลงไป

ช็อกโกแลตเนยถั่ว คุณจะรู้สึกถึงรสชาติหวานปนขมเล็ก ๆ ของช็อกโกแลต ก่อนจะไปบรรจบกับความหวานมันของเนยถั่ว บอกเลยว่ากลมกล่อมสุด ๆ

สิ่งที่ต้องเตรียม

• ช็อกโกแลตชิพ 1/2 ถ้วย
• เนยถั่ว 1/4 ถ้วย
• เกลือป่นเล็กน้อย

ช็อกโกแลตเนยถั่ว

วิธีทำ

• ละลายช็อกโกแลตชิพจนเป็นเนื้อเนียน ตักใส่ลงในก้นพิมพ์กระดาษ ตามด้วยเนยถั่ว ทับด้วยช็อกโกแลตอีกครั้งจนเต็ม โรยหน้าด้วยเกลือป่นเล็กน้อย
• นำเข้าแช่เย็นประมาณ 15-30 นาที จนเซตตัว

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com/

More