อาหารเพื่อสุขภาพ

ประโยชน์ของไข่ต้ม อาหารธรรมดา ๆ แต่แฝงคุณค่ามหัศจรรย์

ประโยชน์ของไข่ต้ม ไม่ได้แค่ช่วยลดน้ำหนักหรือสร้างกล้ามเนื้อ แต่มีดีถึงขั้นลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้ !

ประโยชน์ของไข่ต้ม อาหารที่ช่วยบำรุงร่างกายเราได้ ไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงเลยค่ะ อย่างเช่น ไข่ต้ม ที่นอกจากจะอร่อย หาง่าย และมีราคาถูกแล้ว ยังอุดมไปด้วยสารอาหารดี ๆ ที่มีประโยชน์เพียบ เรียกได้ว่าแค่กินไข่ต้มวันละฟอง ก็ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ร่างกายต้องการเกือบจะครบถ้วน แถมยังช่วยบำรุงสุขภาพได้มากมายเลยด้วย รู้อย่างนี้แล้ว เราเลยอยากชวนไปดูกันว่า ประโยชน์ของไข่ต้มมีดีแค่ไหน

1. อุดมไปด้วยสารอาหารที่ร่างกายต้องการ

ไข่ต้มสุกนั้นอุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายของเรามากมาย ทั้งโปรตีน สังกะสี วิตามินเอ วิตามินบี 1 บี 2 บี 6 บี 12 วิตามินดี วิตามินอี ธาตุเหล็ก สังกะสี แคลเซียม ฟอสฟอรัส กรดโฟลิก เลซิทิน ลูทีน และซีแซนทีน ซึ่งสารอาหารเหล่านี้จะช่วยให้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นบอกได้เลยว่าแค่กินไข่ต้มวันละฟองก็จะช่วยให้ร่างกายร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ได้ แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดก็ควรกินไข่ต้มร่วมกับอาหารประเภทอื่น ๆ ให้ครบทั้ง 5 หมู่ด้วยนะคะ

2. ปลอดภัยกว่ากินไข่ดิบ

การกินไข่ดิบ ๆ หรือไข่ที่ยังไม่สุกดี ไม่ดีต่อร่างกายเราอย่างมากเลยนะคะ เพราะร่างกายของเรานั้นจะย่อยไข่ที่ไม่สุกได้ค่อนข้างยาก และไข่ขาวที่ไม่สุกยังไปขัดขวางการดูดซึมไบโอตินที่เป็นวิตามินบีชนิดหนึ่งในลำไส้ของเรา ทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมวิตามินบีไปใช้ได้อย่างเต็มที่ แถมที่สำคัญการกินไข่ดิบยังมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของเราอีกด้วย ฉะนั้นแล้วการกินไข่ต้มสุกจึงถือเป็นการเลือกกินอาหารที่ดี มีประโยชน์ และปลอดภัยต่อร่างกายเราได้มากกว่าไข่ดิบนั่นเองค่ะ

3. ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ

ไข่ต้มเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน โดย 1 ฟอง มีโปรตีนอยู่ถึง 6 กรัม ซึ่งในโปรตีนนั้นมีกรดอะมิโนที่ช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อให้กับร่างกายอยู่ ดังนั้นหากใครอยากมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงก็ควรกินไข่ต้มบ่อย ๆ โดยเฉพาะคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ซึ่งมีโอกาสกล้ามเนื้อฉีกขาดได้ง่าย คนที่ออกกำลังกายจึงควรกินโปรตีนเยอะ ๆ เพื่อไปซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่ฉีกขาดเหล่านั้น อย่างที่เรามักจะเห็นหลายคนชอบกินไข่ต้มเป็นประจำหลังออกกำลังกายเสร็จนั่นล่ะค่ะ

4. เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง

หากอยากเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ร่างกายของเราจำเป็นต้องได้รับแคลเซียมและฟอสฟอรัสมาก ๆ ซึ่งในไข่ก็มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูงพอสมควร แถมยังมีวิตามินดี (วิตามินที่ส่วนมากได้รับจากแสงแดด) ซึ่งวิตามินดีมีหน้าที่หลักคือช่วยดูดซึมและทำให้ร่างกายใช้ประโยชน์จากแคลเซียมและฟอสฟอรัสได้อย่างเต็มที่ ฉะนั้นการกินไข่ต้ม จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกของเราให้แข็งแรงได้ หรือจะกินไข่ต้มพร้อมกับนมรสจืด เติมแคลเซียมแบบคูณสองให้กระดูกแข็งแรงยิ่งขึ้น ลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนไปเลยค่ะ

5. เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

ทั้งวิตามินเอ วิตามินดี และธาตุเหล็ก เป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มในร่างกายของเราให้แข็งแรงและยังช่วยให้การผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงเป็นไปอย่างปกติอีกด้วย ดังนั้นการกินไข่ต้มที่อุดมไปด้วยสารอาหารทั้ง 3 ชนิดสูง จึงช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายของเราได้ค่ะ

6. บำรุงเล็บและเส้นผม

ไข่ต้มนอกจากจะเป็นแหล่งโปรตีนแล้ว ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินดี ธาตุเหล็ก สังกะสี และกำมะถันในปริมาณมาก ซึ่งทั้งหมดเป็นสารอาหารที่ช่วยบำรุงเส้นผมและเล็บของเราให้แข็งแรง ไม่หลุดร่วงหรือเปราะบางได้ง่าย ๆ นะคะ

7. บำรุงสายตา

รู้ไหมคะว่าเพียงแค่เรากินไข่ต้มเป็นประจำสามารถป้องกันจอประสาทตาเสื่อมและลดความเสี่ยงเป็นต้อกระจกลงได้ เนื่องจากในไข่ต้มมีสารอาหารสำคัญที่ช่วยปกป้องดวงตาของเราอย่างลูทีนและซีแซนทีนอยู่ จึงทำให้การกินไข่ช่วยบำรุงสายตาของเราได้นั่นเองค่ะ

8. บำรุงสมอง

นอกจากการออกกำลังกายและกินอาหารที่ดีมีประโยชน์แล้ว การกินไข่ต้มยังสามารถบำรุงสมองและป้องกันไม่ให้เราเป็นอัลไซเมอร์ด้วยนะคะ เพราะในไข่ 1 ฟอง จะมีโคลีนมากถึง 20% เลยทีเดียว ซึ่งโคลีนเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อกล้ามเนื้อ เยื่อหุ้มเซลล์ เยื่อหุ้มสมอง และเซลล์ประสาท เมื่อได้รับมาก ๆ จะช่วยบำรุงรักษาระบบประสาทและสมองของเราให้แข็งแรง ช่วยส่งเสริมการทำงานของเซลล์สมองในเรื่องความทรงจำ แถมยังช่วยป้องกันไม่ให้ทารกในครรภ์มีอาการผิดปกติในท่อประสาทได้อีกด้วย

9. ช่วยลดและควบคุมน้ำหนัก

ไข่ต้ม 1 ฟองให้พลังงานราว ๆ 70-85 กิโลแคลอรีค่ะ ซึ่งจัดว่าให้พลังงานน้อย จึงเป็นเหตุผลดี ๆ ที่ทำให้คนเลือกกินไข่ต้มเพื่อลดความอ้วนและควบคุมน้ำหนัก โดยเฉพาะในช่วงมื้อเช้า เพราะนอกจากไข่ต้มจะมีแคลอรีไม่สูงแล้ว โปรตีนในไข่จะช่วยให้แป้งและน้ำตาลถูกย่อยและดูดซึมอย่างช้า ๆ ทำให้เราอิ่มนาน ไม่รู้สึกหิวบ่อย ๆ จึงกินอาหารมื้ออื่น ๆ ได้น้อยลงตามไปด้วย ดังนั้น หากใครคิดจะลดน้ำหนัก ก็อย่าลืมใช้ไข่ต้มเป็นตัวช่วยด้วยนะคะ โดยอาจจะกินไข่ต้มพร้อมกับน้ำส้มคั้นสด ๆ แบบน้ำตาลน้อย ก็จะช่วยให้ร่างกายยิ่งดูดซึมธาตุอาหารจากไข่ได้ดีขึ้นด้วย

10. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

ในไข่ต้มที่เรากินกันนั้น มีไขมันดีหรือไขมันไม่อิ่มตัว อย่างไขมันโอเมก้า 3 อยู่ ซึ่งไขมันตัวนี้ เป็นไขมันที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ช่วยบำรุงหัวใจให้แข็งแรง และช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ในเลือดของเราไม่ให้สูงเกินไป เพราะหากเรามีไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง จะทำให้มีความเสี่ยงโรคหัวใจและมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น อีกทั้งสารโคลีนที่พบได้มากในไข่ ยังช่วยลดการอักเสบอันเป็นสาเหตุของโรคหัวใจได้อีกด้วย

ส่วนใครที่เชื่อว่าไข่แดงมีคอเลสเตอรอลสูง หากกินทุกวันน่าจะทำให้เสี่ยงเป็นโรคหัวใจได้มากกว่า ต้องขอบอกตรงนี้เลยว่า นพ.กรภัทร มยุระสาคร จากโรงพยาบาลสมุทรสาคร ได้ทำการวิจัยแล้วพบว่าคอเลสเตอรอลที่มีอยู่ในไข่นั้นเป็นคอเลสเตอรอลชนิดที่ดีต่อร่างกาย ดังนั้นจึงหมดห่วงเรื่องคอลเลสเตอรอลในไข่ได้ แถมแพทย์คนดังกล่าวยังบอกอีกด้วยนะ ว่าการกินไข่ยังช่วยลดคอลเลสเตอรอลไม่ดีได้ด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา …

More
อาหารเพื่อสุขภาพ

กินหอยนางรม ทำไมถึงเป็นอาหารเจ ? ไขข้อสงสัยเทศกาลกินเจ

กินหอยนางรม เมื่อช่วงเทศกาลกินเจมาถึง

กินหอยนางรม คนที่กินเจทั้งหลายนอกจากจะคร่ำเคร่งไปกับการสร้างบุญสร้างกุศลแล้ว ยังคงฝักใฝ่อยู่กับการละเว้นกินเนื้อสัตว์และอาหารต้องห้ามในเทศกาลกินเจกันอย่างเคร่งครัด โดยตั้งอยู่บนความสงสัยว่า ทำไมอาหารบางอย่างกินได้ แต่บางอย่างกลับห้ามกิน เช่นเดียวกับ “หอยนางรม” ที่หลายคนอาจจะคลางแคลงใจว่า ทำไม ? หอยนางรมก็เป็นอาหารเจ ทั้ง ๆ ที่ทุกคนรู้ว่า หอยนางรม ถือเป็น

ชนิดหนึ่งเป็นสัตว์มีชีวิต แต่ทำไมถึงถูกยกเว้นให้เป็นอาหารเจไปได้ วันนี้กระปุกดอทคอมก็มีคำตอบมาให้แล้วว่า ทำไมหอยนางรมถึงเป็นอาหารเจ ถ้าอยากรู้คำตอบแล้วก็ลองตามมาทำความเข้าใจกันเลยจ้า

หอยนางรม ที่ถูกยกเว้นให้เป็นอาหารเจ เกิดขึ้นมาจากความเชื่อและตำนานที่เล่าต่อ ๆ กันมาว่า เจ้าหญิงเมี่ยวซ่านพาประชาชนที่นับถือในพระพุทธศาสนาหนีตายจากการเข่นฆ่าของพระเจ้าเมี่ยวจวงลงเรือออกทะเล บ้างก็ว่าเป็นสาวกของเจ้าแม่กวนอิมเดินทางออกไปแสวงบุญแล้วเสบียงอาหารหมด แต่ทั้ง 2 ตำนานมีความคล้ายคลึงกันตรงที่การเดินทางออกทะเลด้วยหนทางที่ยาวไกลและใช้ชีวิตอยู่กลางทะเลมาเป็นเวลานาน จนเสบียงต่าง ๆ บนเรือนั้นเริ่มหมดไป ก็ทำให้เกิดความหิวโหย แต่ครั้นจะหาจับสัตว์หรือปลาในท้องทะเลกินนั้นก็จะเป็นการทำบาปต่อสัตว์โลก ไม่ตรงจุดประสงค์ในการมาแสวงบุญ ทุกคนจึงอธิฐานว่า จะลองเอาไม้พายจุ่มลงไปในทะเล ถ้าหากมีสิ่งใดติดขึ้นมาก็จะกินสิ่งนั้นเป็นอาหาร ปรากฎว่ามีหอยนางรมติดไม้พายขึ้นมา ก็เลยนำหอยนางรมขึ้นมากินเป็นอาหาร จากเรื่องเล่านี้เองที่ทำให้หอยนางรมเป็นอาหารที่สามารถรับประทานได้ในช่วงกินเจนั่นเอง

บางตำนานก็กล่าวว่า หอยนางรมเป็นสัตว์ที่ไม่มีเลือดสามารถกินได้ในช่วงเทศกาลกินเจ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแต่ละคนว่า สมเหตุสมผลหรือไม่ เพราะนี่ก็เป็นเพียงตำนานที่เล่าต่อ ๆ กันมาเท่านั้นเอง อย่างไรก็ตาม ในคนที่ไม่ต้องการเบียดเบียนชีวิตสัตว์อย่างแท้จริงก็จะถือว่าหอยนางรมเป็นสิ่งมีชีวิต และเลือกที่จะไม่ทานหอยนางรมในช่วงเทศกาลกินเจ

ความเชื่อก็คือความเชื่อนะคะ โปรดใช้วิจารณญาณในการเลืิกกินก็แล้วกันเนอะ…

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

More
อาหารสุดง่าย

สูตรข้าวหน้าหมูทอด ราดไข่กรอบนุ่มพร้อมสูตรหมูทอดสไตล์ญี่ปุ่น

สูตรข้าวหน้าหมูทอด เชื่อว่าสาวกอาหารญี่ปุ่นส่วนใหญ่ต้องสั่งเมนูข้าวหน้าหมู

สูตรข้าวหน้าหมูทอด  หรือดงบุริเวลาไปกินตามร้านอาหารญี่ปุ่น บางเจ้าหมูทอดก็ให้ปริมาณน้อยเกินไป แถมยังเย็นชืดไม่อร่อย เพื่อความถูกปากและถูกใจก็มาลองทำกินเองเลยสิ กระปุกดอทคอมขอนำเสนอวิธีทำข้าวหน้าหมูทอด หรือคัตสึดง (Katsu-Don, Katsudon) จะใช้ข้าวญี่ปุ่นหรือข้าวสวยแบบไทยก็ตามสะดวก โปะหมูทอดทงคัตสึราดไข่ลงไป แต่งหน้าด้วยต้นหอมซอย

ส่วนผสม ข้าวหน้าหมูทอด

• หมูสันนอก 1 ชิ้น
• เกลือป่นและพริกไทยป่น 1 ช้อนชา
• ไข่ไก่ 1 ฟอง (สำหรับชุบ)
• แป้งสำหรับชุบทอด 1 ถ้วย
• เกล็ดขนมปัง 1 ถ้วย
• น้ำมันพืช (สำหรับทอด)
• น้ำซุปดาชิ (หรือน้ำซุปไก่) 60 มิลลิลิตร
• หอมใหญ่ (ซอยบาง ๆ) 1/2 ลูก
• เหล้ามิริน 2 ช้อนโต๊ะ
• สาเก 1 ช้อนโต๊ะ
• โชยุ (ซีอิ๊วญี่ปุ่น) 2 ช้อนโต๊ะ
• นํ้าตาลทราย 1 ช้อนชา
• ไข่ไก่ 1 ฟอง (สำหรับราดบนหมู)
• ข้าวญี่ปุ่นหุงสุก
• ต้นหอมซอย
• ซอสทงคัตสึสำเร็จรูป

วิธีทำข้าวหน้าหมูทอด

1. โรยเกลือพริกไทยลงบนเนื้อหมูแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้สักครู่
2. ตีไข่ไก่พอแตก เตรียมแป้งชุบทอดและเกล็ดขนมปังใส่ภาชนะ วางไว้ใกล้ ๆ กัน
3. นำเนื้อหมูที่หมักไว้ลงคลุกกับแป้งชุบทอดให้ทั่ว จากนั้นนำไปชุบลงในไข่ไก่ให้ทั่ว สุดท้ายคลุกเกล็ดขนมปังให้ทั่ว เตรียมไว้
4. ใส่น้ำมันลงในกระทะ ตั้งไฟให้ร้อนแล้วใส่เนื้อหมูลงทอดด้วยไฟกลางจนสุกเหลืองทั้ง 2 ด้าน ตักขึ้นสะเด็ดน้ำมัน ตัดเป็นชิ้น ๆ เตรียมไว้
5. คนผสมน้ำซุปดาชิ สาเก มิริน โชยุ และนํ้าตาลทรายให้ละลายเข้ากัน จากนั้นเทใส่ลงกระทะ ตามด้วยหอมใหญ่รอจนเดือดแล้วใส่หมูทอดลงไป ปิดฝาเคี่ยวให้น้ำเริ่มงวด
6. ตีไข่ไก่พอแตกแล้วเทใส่ลงไปบนหมูให้ทั่ว ปิดฝารอให้ไข่สุกแล้วเทส่วนผสมลงบนข้าวหุงสุก ราดซอสทงคัตสึ โรยต้นหอม พร้อมเสิร์ฟ

สูตรข้าวหน้าหมูทอด https://cooking.kapook.com

More
Uncategorized, อาหารเพื่อสุขภาพ

ข้าวต้มทะเล เมนูอาหารจานเดียว เมนูอร่อยเติมพลังอิ่มท้องรับวันใหม่

ข้าวต้มทะเล เติมไอโอดีนให้ร่างกายกันโรคคอพอกด้วยเมนูข้าวต้มทะเล

ข้าวต้มทะเล สูตรจาก คุณมอแกนน้อย สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม สูตรนี้ใส่กุ้งสดกับปลาหมึก เพิ่มความหอมด้วยน้ำซุปใส่กุ้งแห้งกับปลาหมึกแห้ง สุดท้ายโรยกระเทียมเจียว

ส่วนผสม
• กุ้ง
• ปลาหมึก
• รากผักชี
• กระเทียม
• กุ้งแห้ง
• ปลาหมึกแห้ง
• ซีอิ๊วขาว
• เกลือ
• กระเทียมเจียว
• ข้าวสวย
• ต้นหอม
• ผักชี
• ขึ้นฉ่าย
• พริกป่น
• พริกน้ำส้ม

วิธีทำ

1. ใส่รากผักชีน้ำซุปในน้ำซุป พร้อมหัวกระเทียม ตามด้วยกุ้งแห้งและปลาหมึกแห้ง ต้มจนปลาหมึกแห้งเนื้ออ่อน กุ้งแห้งเนื้ออ่อน ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาวและเกลือ
2. ใส่ตั้งฉ่ายลงไปต้มพร้อมกับกุ้งแห้ง ช่วยเพิ่มความเค็มในน้ำซุป
3. ตักข้าวสวยใส่ถ้วยแล้วตักน้ำซุปราดลงไป ใช้ทัพพีบี้จนข้าวไม่ติดกันก็ใช้ได้
4. เอากุ้งกับปลาหมึกไปลวกพอสุก ตักใส่ชามข้าวต้ม ใส่กระเทียมเจียว ต้นหอม ผักชี หรือขึ้นฉ่าย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

More
ขนมไทย

ขนมตะโก้ ขนมไทย เมนูกะทิ วิธีทำขนมหวานรสอร่อย

ขนมตะโก้ ขนมไทย

ขนมตะโก้ การทำแป้งตะโก้ การปรุงกะทิราด เทคนิการทำให้ขนมหวานมัน ขนมนึ่ง เมนูกะทิ ขนมที่หวานอร่อยแบบไทยๆ ใส่ได้หลายไส้ เช่น เผือก ข้าวโพด

อาหารยอดนิยมสำหรับันนี้ ขอนำเสนอ อาหารไทย เมนูนึ่ง ขนมหวานแบบง่ายๆ แป้งหวานๆ กะทิมันๆ ไส้เผือกกรอบๆ เป็น เอกลักษณ์ของขนมตะโก้ เคล็ดลับการทำขนมตะโก้ ต้อง กะทิเนื้อเนียน หอมมัน แป้งชั้นในเหนียวนุ่ม หวาน ตะโก้ เป็น ขนมไทย ชื่อดัง วิธีทำทีละขั้นตอน เข้าใจง่าย ไม่ยุ่งยาก เหมาะสำหรับคนรักการทำขนม เมนูอาหารไทยยอดนิยมที่รับรองความถูก สูตรตะโก้ และ วิธีทำตะโก้ ไม่ซับซ้อน เข้าใจง่าย

ส่วนผสมสำหรับทำขนมตะโก้

-แห้ว หั่นเป็นสี่เหลี่ยมเล็กๆ 1 ถ้วยตวง
-แป้งข้าวจ้าว 1 ช้อนโต้ะ
-น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
-น้ำดอกมะลิ 2 ถ้วยตวง
-หัวกะทิ 2 ถ้วยตวง
-เกลือ 1 ช้อนชา
วิธีทำ

1.ทำน้ำลอยดอกไม้ โดยการเด็ดดอกมะลิ เคล็ดลับต้องเด็ดดอกมะลิตอนกลางคืน ดอกมะลิจะให้ความหอม ให้แช่น้ำดอกมะลิทิ้งไว้ 1 คืน จะได้น้ำเปล่าที่หอมกลิ่นดอกมะลิ
2.เตรียมเนื้อแห้ว โดยนำน้ำล้างแห้วให้สะอาด และ หั่นเป้นชิ้นเล็กๆ
3.เตรียมเนื้อแป้งตะโก โดย ตั้งหม้อต้มผสม น้ำลอยดอกมะลิ แป้งข้าวจ้าว น้ำตาลทราย
4.นำแป้งตะโก้เทลงพิมพ์ใบตอง เทอค่ครึ่งหนี่ง ใส่แห้วลงไป หนึ่งชิ้น นำไปนึ่งให้สุก ใช้เวลาในการนึ่ง 15 นาที เมื่อแป้งเซ็ตตัว ให้นำออกมาพักให้เย็น
5.เตรียมน้ำราดกะทิ โดย ต้มหัวกะทิ เกลือ และ แป้งข้าวเจ้า ต้มจนกะทิสุกเหนียว จากนั้นให้เทกะทิลงบนพิมพ์ตะโก้
6.รอให้กะทิจับตัวกัน ก็สามารถเสริฟ ขนมตะโก้ ได้แล้ว

เคล็ดลับการทำตะโก้

-แห้ว ให้เลือกแห้วหัวใหญ่ๆ หั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ขนาดพิดีกับพิมพ์ตะโก้ สำหรับแห้วหากต้องการให้อร่อยให้ไปเคี้ยวในน้ำเชื่อม แห้วจะมีรสหวานกรอบ
-กะทิ ต้องใช้หัวกะทิคั้นสด น้ำกะทิคั้นสดๆ จะได้รสชาติของกะทิที่หอมมัน อร่อยเหมาะสำหรับนำมาทำขนม
-แป้งข้าวจ้าว หากใช้แป้งข้าวเจ้าแบบโม่สดๆ จะได้เนื้อแป้งที่หอมอร่อย แบบธรรมชาติ แต่หากใช้แป้งข้าวเจ้าแบบสำเร้จรูป ให้นำแป้งมาแช่น้ำหมักสัก 30 นาที เพื่อให้แป้งอิ่มตัว เวลานำมานึ่งจะไม่เป็นผงแป้งในปาก
-น้ำลอยดอกมะลิ จะทำให้แป้งตะดก้มีความหอม สำหรับน้ำลอบดอกมะลิ หากไม่ใช้น้ำลอยดอกมะลิ ใช้น้ำใบเตยแทนก็ได้ ก็จะได้ความหอมแบบะรรมชาติ
-สำหรับการต้ม ทั้ง กะทิ และ แป้งตะโก้ ให้ทำการกรอง เพื่อเอาสิ่งเจือปนออกทุกครั้ง สิ่งเจือปนจะทำให้อาหารไม่สะอาด เสียอรรถรสในการกิน
-ใบตองสำหรับห่อตะโก้ หากใช้ตอกไม่แทนการใช้ ลวดเย็บได้ จะเป้นการดีมาก เนื่องจาก สมัยใหม่มีเครื่องเย็บทำให้ง่ายต่อการเย็บ แต่ไม่สะอาด ไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพ ให้ใช้เทคนิคด้วยวัตถุดิบแบบะรรมชาติจะดีที่สุด
-สำหรับตะโก้ ให้กินแบบเย็นในอุณหภูมิห้อง ไม่ร้อน หรือ เย็นเกินไป จะทำให้ได้ขนมหวานที่อร่อยที่สุด
-การผสมแป้งตะโก้ บางสูตรใช้เม็ดสาคูผสมด้วย แต่สำหรับสูตรนี้เราไม่ใส่สาคู เนื่องจากสาคูบางครั้งเราควบคุมให้เม็ดแป้งสุกทุกเม็ดพร้อมกันไม่ได้ทำให้ไม่แนะนำให้เอามาทำ
-สำหรับไส้ ไม่จำเป็นต้องเป็นแห้ว สามารถเปลี่ยนเป็น เผือก หรือ ข้าวโพดแทนก็ได้ ไม่เสียรสชาติของตะโก้

ขนมไทยโบราณ เมนูขนมกะทิ แบบง่ายๆ หอมมัน เหนียวนุ่ม เพิ่มรสชาติความกรอบด้วยแห้วอร่อยๆ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://nlovecooking.com

More
อาหารเพื่อสุขภาพ

ยำต้นอ่อนทานตะวัน เมนูสุดซี้ดจากผักออแกนิกส์มากประโยชน์

ยำต้นอ่อนทานตะวัน เมนูสุดอร่อยจากผักออแกนิกส์ที่กำลังฮอตฮิต

ยำต้นอ่อนทานตะวัน ก็อย่างที่รู้ ๆ กันดีอยู่แล้วว่า ต้นอ่อนทานตะวัน กำลังมาแรงแซงทางโค้งผักสลัดชนิดอื่น ๆ ไปแล้ว ซึ่งประโยชน์ของต้นอ่อนทานตะวัน ก็มีมากมายจนต้องร้องว้าว [คลิกดู ต้นอ่อนทานตะวัน ประโยชน์อนันต์ที่ไม่ควรพลาดจากพืชตัวน้อย] คนที่รักสุขภาพก็หันมาศึกษาวิธีปลูกต้นอ่อนทานตะวัน กินเองก็มากมาย วันนี้กระปุกดอทคอมก็เลยอยากจะขอนำเสนออีกหนึ่งเมนูอร่อยจากต้นอ่อนทานตะวันมาฝากให้ได้ลองทำกันกับเมนูที่มีชื่อว่า ยำต้นอ่อนทานตะวัน เมนูสุดซี้ดที่ไม่ได้มีดีแค่ความอร่อย น่าลิ้มลองสุด ๆ

ส่วนผสม

ต้นอ่อนทานตะวัน
แป้งทอดกรอบ
น้ำเย็นจัด
น้ำมันพืช (สำหรับทอด)
หมูสับ
ปลาหมึก หั่นเป็นแว่น
กุ้งสด ปอกเปลือกเหลือหาง
มะนาว 1 ลูก
น้ำปลา 1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
มะเขือเทศเชอร์รี
หอมใหญ่
ขึ้นฉ่าย

วิธีทำ

-ละลายแป้งทอดกรอบกับน้ำเย็นจัด คนผสมให้ละลายเข้ากัน
-ใส่ต้นอ่อนทานตะวันลงไปคลุกในส่วนผสมแป้งให้ทั่ว


-ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันพืชลงไป พอน้ำมันร้อนนำต้นอ่อนทานตะวันลงไปทอดจนสุกเหลืองกรอบ ตักขึ้นสะเด็ดน้ำมัน เตรียมไว้
-ซอยพริกขี้หนู ซอยขึ้นฉ่าย หั่นมะนาวเป็นซีก ๆ ผ่าครึ่งมะเขือเทศ และหั่นหอมใหญ่บาง ๆ เตรียมไว้


-ต้มน้ำจนเดือด ใส่หมูสับลงไปรวนจนสุก ตามด้วยกุ้งและปลาหมึก ลวกจนเนื้อสัตว์ทั้งหมดสุกดี เทใส่ภาชนะสำหรับคลุก
-ใส่น้ำตาลทรายลงไป ตามด้วยน้ำปลา น้ำมะนาว มะเขือเทศ พริกขี้หนู ขึ้นฉ่ายซอย และหอมใหญ่ เคล้าผสมให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ
-จัดต้นอ่อนทานตะวันทอดกรอบใส่จาน เสิร์ฟคู่กับน้ำยำที่เตรียมไว้ และผักสลัดตามชอบ

แจ่บ ๆ แค่มองผ่านคลิปวิดีโอยังชวนให้น้ำลายสอข้างปากได้ขนาดนี้ ถ้าได้ลงมือทำยำต้นอ่อนทานตะวันกินเองที่บ้านดู จะหิวโหยขนาดไหน ใครใคร่ใส่เครื่องอะไรก็จัดไปตามสะดวกเลยจ้า

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

More
อาหารทำง่าย

สูตรลาบหมู เมนูที่มีรสชาติเด็ด เผ็ดจัดจ้านหอมข้าวคั่ว แกล้มกับผักถือว่าเด็ดเรยทีเดียว

สูตรลาบหมู เมนูนี้เป็นอาหารที่เหมาะสำหรับผู้ใหญ่เป็นอย่างมากเพราะเป็นเมนูที่ค่อนข้างมีรสชาติเผ็ด

สูตรลาบหมู จึงไม่เหมาะสำหรับเด็กๆ และส่วนผู้ใหญ่คนไหนที่อยากทานลาบหมูที่อร่อยรสชาติเด็ดเราลองมาดูสูตรกัน

ส่วนผสม ลาบหมู

• หมูสับ 100 กรัม (ผสมน้ำเปล่า 7 ช้อนโต๊ะ น้ำปลา 2 ช้อนชา แล้วนำไปรวนพอสุก ตักใส่ชาม พักไว้)
• ตับหมูต้ม 50 กรัม (ต้มพอสุกนุ่ม ไม่แข็งแห้ง)
• หอมแดงซอย 3 ช้อนโต๊ะ
• ผักชีฝรั่งซอย 3 ช้อนโต๊ะ
• น้ำปลาอย่างดี 2 ช้อนโต๊ะ
• น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
• น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา
• พริกป่น ตามชอบ
• ข้าวคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ
• ใบมะกรูดซอยละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ (แบ่งไว้โรยหน้าตอนเสิร์ฟเล็กน้อย)
• ใบสะระแหน่ เด็ดเป็นใบ สำหรับตกแต่ง
• ผักกาดขาว 1 ก้าน
• มะเขือเทศราชินีสำหรับเสิร์ฟ
• ผักสดสำหรับเสิร์ฟ (จะเป็นอะไรก็ได้ตามชอบนะคะ)

วิธีทำลาบหมู

1. นำหมูรวนและตับใส่ในชามผสม ปรุงรสด้วยนำมะนาว น้ำปลา น้ำตาลทราย พริกป่น และข้าวคั่ว คลุกเคล้าให้เข้ากัน
2. จากนั้นตามด้วย หอมแดงซอย ผักชีฝรั่ง และใบมะกรูดซอย คลุกเคล้าเบา ๆ อีกครั้ง
3. ก่อนเสิร์ฟโรยด้วยใบมะกรูดซอยและใบสะระแหน่

หมายเหตุ : เมนูลาบ วันนี้อ้อใส่ตับหมู และใบมะกรูดซอยลงไปด้วย เพิ่มความมันละมุนลิ้น ความหอมของใบมะกรูดจะทำให้ลาบดูมีเสน่ห์เพิ่มอรรถรสมากยิ่งขึ้นค่ะ เพื่อน ๆ ลองทำกันดูนะคะ รับรองจะติดใจค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

More
ขนมหวาน

ไข่มุกลาวา อร่อยหนึบหนับกินเพลินเกาะกระแสร้านดัง เกาะกระแสเมนูชานมไข่มุก

ไข่มุกลาวา รสชาติหนึบหนับ

ไข่มุกลาวา กินเพลินเหมือนกินที่ร้านเลยค่ะ สูตรก็มีส่วนประกอบไม่กี่อย่าง ทำได้ง่าย ๆ ลองมาดูกันเลยค่ะ

ส่วนผสม
น้ำเปล่า 1/3 ถ้วย
น้ำตาลทรายแดง 1/4 ถ้วย
แป้งมันสำปะหลัง 1 ถ้วย

วิธีทำไข่มุกลาวา

► ตั้งหม้อ ใส่น้ำเปล่าและน้ำตาลทรายแดง ตั้งไฟ เปิดไฟแรง พอน้ำเดือดแล้วรอให้เดือดเต็มที่ 1-2 นาที แล้วให้ใส่แป้งมันสำปะหลังลงไปกวนทันที เพราะไม่เช่นนั้นแป้งจะสุกไม่เท่ากัน กวนจนแป้งเหนียวเข้ากันดีแล้ว
► นำตัวแป้งไปนวดที่โต๊ะสะอาด นวดไปจนแป้งเนื้อเนียน เวลานวดอาจจะใช้แป้งมันสัมปะหลังในการโรยเพื่อให้แป้งไม่ติดโต๊ะนวด
​​​​► แบ่งตัวแป้งออกเป็นก้อน ๆ เพื่อง่ายต่อการนำมาปั้นเป็นก้อนกลม ๆ เวลาปั้นอาจจะใช้เวลานาน ให้หาพลาสติกหรือผ้ามาคลุมตัวแป้งเพื่อป้องกันไม่ให้ผิวของตัวแป้งแห้ง แต่ถ้าผิวของตัวแป้งแห้งก็สามารถนวดให้เนื้อเนียนใหม่ได้
​​​​► ปั้นตัวแป้งให้เป็นเม็ดกลม ๆ ตามขนาดที่เราต้องการ ใช้แป้งมันสัมปะหลังโรยบ้างเป็นบางครั้งเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวแป้งที่เราปั้นติดกัน
► ตั้งหม้อใส่น้ำที่สะอาด รอจนน้ำเดือดแล้วใส่ตัวแป้งไข่มุกที่ปั้นเสร็จแล้วลงไป รอประมาณสัก 2-3 นาที แล้วค่อยคนเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวไข่มุกติดก้นหม้อน้ำร้อน พอน้ำเดือดและไข่มุกไม่ติดก้นหม้อน้ำ หรือติดกันเป็นก้อนแล้ว ให้เบาไฟลง ไฟเบาแต่น้ำยังคงเดือดอยู่เล็กน้อยแต่ไม่มาก ต้มไข่มุกอีก 30 นาที แต่ทุก 10 นาที ให้หมั่นมากวนไข่มุก ป้องกันการติดก้นหม้อ
► พอครบ 30 นาทีแล้ว ให้ปิดไฟ แล้วนำฝาหม้อมาปิดไว้ รออีก 15 นาที
​​​​► พอครบ 15 นาทีแล้ว ให้นำตัวไข่มุกไปล้างน้ำเปล่า เพื่อกำจัดตัวเมือกที่ติดไข่มุก
► นำไข่มุกมาใส่ในชามอ่างแล้วปรุงรสเพิ่มด้วยน้ำตาลทรายแดง 2 ช้อนชา และน้ำผึ้ง นำมาจัดเสิร์ฟได้

เตรียมล้างไม้ล้างมือเพื่อเตรียมปั้นเม็ดไข่มุกกันเถอะ ส่วนผสมน้อยแต่ได้ปริมาณไข่มุกเยอะมาก ทำกินเองก็จะฟินเป็นพิเศษ จะใส่ชานม ชาเขียว โกโก้ หรือนมสดก็แล้วแต่ชอบเลยค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

More
อาหารคาวและหวาน

อาหารให้พลัง เพื่อสุขภาพที่สามารถให้พลังงานสูงที่แม่ท้องไม่ควรพลาด

อาหารให้พลัง คุณแม่ที่อยู่ในช่วงตั้งท้องจำเป็นที่จะต้องได้รับพลังงาน

อาหารให้พลัง เพื่อตัวเองและการเจริญเติบโตของลูกในท้อง อาหารที่ให้พลังงานสูงจึงเป็นอาหารที่คนท้องต้องการ และควรทานให้ได้ในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อที่ร่างกายจะได้สารอาหารไปใช้ได้อย่างพอเพียง ซึ่งอาหารคนท้องที่เรานำมาแนะนำกันก็มีดังต่อไปนี้

1.กล้วย

กล้วยเป็นผลไม้ที่มีให้กินตลอดทั้งปีหาซื้อง่ายราคาถูก อีกทั้งกล้วยยังเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานสูง จึงเหมาะมากสำหรับคนท้องที่จำเป็นจะต้องได้รับพลังงานเพื่อไปช่วยบำรุงลูกน้อย โดยคุณแม่ตั้งท้องควรกินกล้วยให้ได้วันละ 2-3 ลูกเป็นอย่างน้อย นอกจากนี้แล้วกล้วยยังเป็นอาหารที่ย่อยง่าย จึงไม่ทำให้ระบบย่อยอาหารของคุณแม่ต้องทำงานหนักเกินไป

2.ซีเรียล

คุณแม่ที่อยู่ในช่วงตั้งท้องอ่อน ๆ อาจจะกินอาหารได้แค่ไม่กี่อย่าง ซีเรียลถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่เหมาะสำหรับคนท้อง เพราะไม่เพียงแต่จะอุดมด้วยวิตามินและมีโฟเลตสูงเท่านั้น แต่ยังเป็นอาหารคนท้องที่ให้พลังงานอย่างมากอีกด้วย

3.ถั่ว

โปรตีนเป็นสารอาหารอีกหนึ่งชนิดที่คนท้องต้องการ และถั่วก็เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนในปริมาณสูง ซึ่งในวันหนึ่งคุณแม่ตั้งท้องควรกินให้ได้ 10 กรัมเป็นอย่างน้อย นอกจากนี้แล้วในถั่วบางชนิดยังอุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร จึงช่วยให้คนท้องขับถ่ายได้สะดวกขึ้น

4.นมไขมันต่ำ

นมไขมันต่ำเป็นอาหารคนท้องอีกหนึ่งชนิดที่มีประโยชน์สำหรับคุณแม่ โดยในวันหนึ่งคุณแม่ควรกินนมไขมันต่ำให้ได้ 1 แก้วเป็นอย่างน้อย แต่อย่างไรก็ดี หากกินเกินวันละ 3 แก้วก็ไม่ดีสำหรับคนท้องนะ

5.เนื้อไม่ติดมัน

ธาตุเหล็กเป็นสารอาหารอีกหนึ่งชนิดที่จำเป็นสำหรับคนท้อง และเนื้อสัตว์ไม่ติดมันก็อุดมไปด้วยธาตุเหล็กที่คนท้องต้องการ เพราะฉะนั้นเนื้อสัตว์ไม่ติดมันจึงเป็นอาหารอีกชนิดหนึ่งที่คนท้องควรกิน

6.บล็อกโคลี่

บล็อกโคลี่อุดมไปด้วยสารอาหารที่คนท้องจะต้องได้รับทั้งแคลเซียม โฟเลตและสารต้านอนุมูลอิสระ อีกทั้งอาหารคนท้อง อย่างบร็อคโคลี่ยังช่วยในการดูดซึมสารอาหารไปใช้ โดยคุณแม่ที่กำลังอยู่ในระหว่างตั้งท้องควรกินบร็อคโคลี่ให้ได้สัปดาห์ละ 1-2 ครั้งเป็นอย่างน้อย

7.ชีส

ชีสมีแคลเซียมสูงเช่นเดียวกันกับนม คนท้องที่ต้องการแคลเซียมแต่ไม่อยากกินนม จึงสามารถที่จะกินชีสแทนได้

เพื่อการเจริญเติบโตตามวัยและสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงของลูกน้อย รวมทั้งสุขภาพของตัวคุณแม่เอง การเลือกกินอาหารอย่างเหมาะสมและพอเพียง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณแม่ที่กำลังอยู่ในช่วงตั้งครรภ์จำเป็นที่จะต้องใส่ใจ และทำตามให้ได้ในช่วงเวลาของการตั้งครรภ์นี้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

More
อาหารสุดง่าย

หมูผัดพริกขิง เมนูอาหารง่ายๆ อร่อยย้อมใจยามหวยกิน

หมูผัดพริกขิง หากใครยังพอมีหมูและพริกเหลือ ๆ

หมูผัดพริกขิง ในตู้เย็น ก็ลองคว้ามาทำแบบง่าย ๆ สูตรจาก คุณน้องซาแมนต้า สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม แค่มีหมู (ไม่ต้องเยอะ) พริกขี้หนู หอมใหญ่ (ไม่มีก็ไม่ต้องใส่ตามใจ) ขิง (ที่เหลือจากไส้กรอกอีสานเมื่อวาน) บวกเครื่องปรุงนิดหน่อย ราดข้าวเก่าที่แช่ทิ้งไว้ในตู้เย็น แค่นี้ก็ได้เมนูยาไส้ง่าย ๆ แล้ว

ส่วนผสม หมูผัดพริกขิง

• เนื้อหมู หั่นเป็นชิ้น ๆ พอดีคำ
• พริกขี้หนูสด ผ่าครึ่ง
• หอมใหญ่ หั่นบาง
• ขิง หั่นเป็นชิ้นยาวเล็ก ๆ
• เครื่องปรุง มีน้ำตาลทราย น้ำปลา น้ำมันหอย ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ และผงปรุงรสนิดหน่อย
• กระเทียมทุบ
• น้ำมันพืช (สำหรับผัด)

วิธีทำ

1. ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันพืชลงไป พอกระทะร้อน ใส่กระเทียมลงไปเจียวให้หอม
2. ใส่เนื้อหมูที่เตรียมไว้ลงไปผัดให้เข้ากันจนกระทั่งเนื้อหมูสุก
3. ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงต่าง ๆ และผัดให้เข้ากัน
4. ใส่ขิง หอมหัวใหญ่ และพริกสด ตามลงไปผัดให้เข้ากันเพียง 1 นาที ตักใส่จานเสิร์ฟหมูผัดขิงกับข้าวสวยร้อน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

More