อาหารเพื่อสุขภาพ

สูตรไก่ม้วนแตงกวา เมนูอาหารคลีนง่าย ๆ ทำง่ายกินง่ายได้สุขภาพ

สูตรไก่ม้วนแตงกวา เมนูอาหารคลีนง่าย ๆ

สูตรไก่ม้วนแตงกวา รสชาติจะจืดนิดหนึ่งแต่จะหอมพริกไทยดำและได้กลิ่นหอม ๆ ของแตงกวา แครอท พาสเลย์ และรสเปรี้ยวจากเลมอน เมนูนี้เน้นหน้าตาดี มีสุขภาพ ไม่เน้นอร่อยนะ 555

ส่วนผสม ไก่ม้วน

• เนื้ออกไก่สับ
• พริกไทยดำ
• แตงกวาญี่ปุ่น
• แครอท
• เลมอนสไลซ์
• พาสเลย์
• อัลมอนด์สไลซ์อบกรอบ

วิธีทำไก่ม้วน

1. นำเนื้ออกไก่สับไปกริลล์ในกระทะใส่น้ำมันมะกอกพอเคลือบกระทะ จากนั้นโรยพริกไทยดำลงไปแค่พอหอมเท่านั้น
2. ใช้มีดปอกผลไม้ปอกแตงกว่าญี่ปุ่นกับแครอทเป็นเส้นยาว ๆ แล้วนำไก่ที่เราผัดไว้มาวางบนเส้นแตงกวาและแครอท ม้วนแล้ววางบนเลมอนสไลซ์ แต่งด้วยพาสเลย์และอัลมอนด์สไลซ์อบกรอบ จะได้อาหารเช้าเบา ๆ น่ารัก ๆ ค่ะ ^^

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

More
ขนมหวาน

สูตรเค้กกล้วยหอม สูตรขนมสุดฮิต นาทีนี้มาแรงแซงทางโค้ง ไม่ลองทำถือว่าเชย

สูตรเค้กกล้วยหอม สูตรขนมสุดฮิต

สูตรเค้กกล้วยหอม แค่เอ่ยถึงชื่อเค้กกล้วยหอมต่อมน้ำลายก็เริ่มทำงานแล้ว เคยไหมที่ซื้อมากินเจอเนื้อหยาบกินแล้วติดคอ ลองมาทำเองง่าย ๆ ดีกว่ากับเค้กกล้วยหอมสูตรเด็ด ชุ่มฉ่ำเนย แถมยังได้รสชาติกล้วยหอมเน้น ๆ เต็มคำ ทำง่าย ๆ ยิ่งถ้าเอาไปแช่เย็นยิ่งอร่อยเหาะเชียวล่ะ สูตรจาก คุณ MaShi BBJ สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม แค่นึกถึงก็อยากกินแล้ว

ส่วนผสม / สิ่งที่ต้องเตรียม

เนยเค็ม 250 กรัม (หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ จะได้นิ่มเร็ว ๆ)
น้ำตาลทรายละเอียด 1 1/2 ถ้วย (ถ้ากล้วยงอมมากเราจะลดเหลือแค่ 1 ถ้วยค่ะ)
ไข่ไก่ 4 ฟอง
กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
นมสด 4 ช้อนโต๊ะ
กล้วยหอมสุกบด 1 1/2 ถ้วย (บางครั้งก็ใส่เกินนะ ชอบเนื้อ ๆ เน้น ๆ 55 เราชอบบดกับส้อมค่ะ ไม่ต้องละเอียดมากเวลากินแล้วมีเนื้อสัมผัสดีค่ะ)
แป้งอเนกประสงค์ 2 ถ้วย
ผงฟู 1 ช้อนชา
เบกกิ้งโซดา 1 ช้อนชา

ขั้นตอนการเตรียม

1. วอร์มเตาอบที่อุณหภูมิ 175 องศาเซลเซียส เตรียมไว้ (ถ้าตามสูตรจะใช้ 160 องศาเซลเซียส ไฟล่างค่ะ แต่เราทำเป็นถ้วยมัฟฟินก็เลยใช้ 175 องศาเซลเซียส ไฟบน-ล่างค่ะ)

2. เตรียมพิมพ์ให้เรียบร้อย

3. ใช้ส้อมบดกล้วยแล้วเติมนมสด และกลิ่นวานิลลาลงไป คนผสมให้เข้ากัน

4. ผสมแป้งกับผงฟูและเบกกิ้งโซดาเข้าด้วยกัน เตรียมไว้

วิธีทำ

ตีเนยด้วยตะกร้อมือให้ขึ้นฟูจนเป็นสีขาวนวล

ทยอยใส่น้ำตาลทรายป่นละเอียดลงไป แล้วตีผสมให้เข้ากันค่ะ แบ่งใส่สัก 2-3 ครั้ง

ใส่ไข่ไก่ลงไปตีทีละฟอง พอหมดลิ่มไข่ก็ใส่ใบต่อไปได้เลยจนครบ 4 ฟอง

ใส่ส่วนผสมกล้วยบดลงไปตีผสมให้เข้ากัน

ใส่ส่วนผสมแป้ง ผงฟู และเบกกิ้งโซดาลงไป ค่อย ๆ ตะล่อมเบาจนเป็นเนื้อเดียวกัน

ตักใส่พิมพ์มัฟฟินที่เตรียมไว้

นำเข้าเตาอบ 15-20 นาที (แล้วแต่ขนาดของพิมพ์แล้วก็เตาอบแต่ละบ้าน เช็กว่าสุกหรือยังก็ใช้ไม้จิ้มฟันจิ้มลงไป ไม่มีเศษแป้งติดมาก็ถือว่าเรียบร้อย เสร็จเราฟาดเรียบค่ะ แต่ตอนอบเนี่ย กลิ่นเค้าจะหอมไปทั่วห้องเลย ยืนรอลุ้นกันไป สูตรนี้เราใช้พิมพ์มัฟฟินนี้ได้ 34 ชิ้นค่ะ กล้วยหอม หอมจริง ๆ หอมสุด ๆ ๆ ๆ ๆ มาแล้ววววว)

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

More
อาหารทำง่าย

สูตรผัดเผ็ดหมูป่า อาหารไทย เมนูผัด กับข้าวจากหมูป่า พร้อมวิธีทำ

สูตรผัดเผ็ดหมูป่า อาหารไทย

สูตรผัดเผ็ดหมูป่า ( Fried spicy boar ) คือ อาหารไทย เมนูผัดเผ็ด เมนูหมูป่า วิธีทำผัดเผ็ดหมูป่า ง่ายๆ สามารถทำกินเองที่บ้านได้ อาหารยอดนิยม เมนูผัด เมนูหมู เคล็ดลับการทำอาหาร สูตรผัดเผ็ด ทำไม่ยุ่งยาก เมนูอร่อย วิธีทำแบบง่ายๆ

สูตรอาหาร อาารไทย เมนูอาหาร ยอดนิยม เมนูแนะนำ สำหรับวันนี้ คือ วิธีทำผัดเผ็ด เมนูหมู หมูป่าทำอะไรกินดี เมนูผัด เมนูอาหาร อาหารไทย เมนูอาหารไทย ผัดเผ็ด อาหารป่าเมนูนี้ดูจะแตกต่างและเข้าถึงได้ง่ายกว่าอาหารป่า เมนูอาหารพื้นเมือง หมูป่าผัดเผ็ด รสชาติอร่อยจัดจ้านจุดเด่นอยู่ที่เครื่องพริกแกงที่เผ็ดถึงใจ มีขั้นตอนการทำไม่ยุ่งยาก อีกหนึ่งเมนูอร่อย ๆ จากหมูที่ทำง่าย ๆ

ส่วนผสมสำหรับทำผัดเผ็ดหมูป่า

เนื้อหมูป่า หั่นเป็นชิ้นพอคำ 1 ถ้วย
พริกแกงเผ็ด 1 ช้อนโต้ะ
พริกสด หั่นเฉียง 2 ช้อนโต้ะ
ใบโหระพา 2 ช้อนโต้ะ
น้ำปลา 2 ช้อนโต้ะ
พริกสด บด 1 ช้อนโต้ะ
พริกไทยอ่อน 2 ช้อนโต้ะ
น้ำซุป 3 ช้อนโต้ะ
กระชาย หั่นฝอย 3 ช้อนโต้ะ
น้ำตาล 1 ช้อนโต้ะ
น้ำมันพืช สำหรับผัด 3 ช้อนโต้ะ
ใบมะกรูด หั่นฝอย 1 ช้อนโต้ะ

วิธีทำผัดเผ็ดหมูป่า

1.ตั้งกระทะน้ำมันให้ร้อน จากนั้นนำ เนื้อหมูป่า ลงไปผัดให้สุก จากนั้นนำพริกแกงเผ็ดลงไปผัดต่อให้สุก
2.จากนั้นเติมน้ำซุปลงไปปรุงรสด้วย น้ำปลา และน้ำตาล
3.จากนั้น ใส่ พริก พริกไทยอ่อน กระชาย ใบโหระพา และ ใบมะกรูด และผัดต่ออีกให้สุก เสริฟใส่จานพร้อมรับประทาน

เคล็ดลับการทำผัดเผ็ดหมูป่า

-การเลือกเนื้อหมูป่า เลือกเนื้อหมูป่า ส่วนที่ติดมัน หรือ เนื้อสามชั้นหมูป่า โดยการเลือกหมูป่า ให้สังเกตุ ความสดของเนื้อ ดูความสมบูรณ์ของเนื้อ กลิ่นเนื้อไม่มีกลิ่นเน่า สีไม่คล้ำ
-เครื่องแกงเผ็ด สำหรับ ทำหมูป่าผัดเผ็ด มีความสำคัญ เนื่องจาก เมนูนี้ต้องมีกลิ่นของเครื่องเทศสมุนไพร ที่แรง เพื่อดับกลิ่นคาวหของหมูป่า
-กระชาย ให้ซอยบางๆ การผัด ให้แบ่งกระชายออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกให้ นำลงไปผัดก่อน ส่วนที่สอง ให้ใส่ลงไปผัด ก่อนจะเสร็จ เนื่องจาก กระชายจะมีกลิ่นหอม แต่ เมื่อโดนความร้อนจะทำให้ กลิ่นและรสของกระชายหายไป เพื่อให้มีกลิ่นของกระชาย ให้แบ่ง ส่วนที่สองของกระชาย จะช่วยให้ มีความหอมของกระชายขึ้นมา
-พริก สำหรับนำมาทำผัดเผ็ด ส่วนนี้ แบ่งเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกให้โขรกบด เพื่อต้องการรสเผ็ด ส่วนที่สอง หั่นแบบเฉียงๆ ส่วนี้ ต้องการให้พริกมีสีสัน เพิ่มความสวยงามให้กับอาหาร

หมูป่า เป็นสัตว์ที่อยู่ในป่า เป็นหมูที่อยู่ในป่า หมูป่าจะเป็นสัตว์ที่มีไขมันไม่มาก เหมือนหมูที่เลี้ยงกันในฟาร์ม คนจึงนิยมจับมารับประทาน แต่ต่อมาภายหลัง ได้มีการเพาะเลี้ยงหมูป่าในระบบฟาร์มหมูป่าจึงกลายเป็นแค่ชื่อในตอนนี้ แต่หมูที่อยู่ในป่าก็ยังมีอยู่จะเห็นตามป่าได้ไม่ยาก ด้วยความที่หมูป่าเป้นสัตว์ที่ไขมันไม่มาก จึงถูกนำมาทำอาหาร เป็นอาหารป่า อาหารรสจัดจ้าน ผัดเผ็ด ก็เป้นอีกหนึ่งเมนูเด็ดจากหมูป่าเช่นกัน เราจึงนำเสนอ เมนูหมูป่าผัดเผ็ด ภาษาอังกฤษ เรียก Fried spicy boar

ขอบคุณแหล่งที่มา https://nlovecooking.com

More
ขนมทำง่าย

สูตรโรตีกล้วยหอม เมนูนี้เป็นขนมหวานเมนูทอด ที่ทานได้ทุกเพศทุกวัย

สูตรโรตีกล้วยหอม เมนูนี้เป็นขนมหวานเมนูทอด

สูตรโรตีกล้วยหอม และแล้วก็มาถึงขนมไส้กล้วยสุดโปรดนั่นคือ เมนูโรตีกล้วยหอม มาพร้อมวิธีทำแป้งโรตีเหนียวนุ่ม ใส่ไส้กล้วยหอมและราดซอสช็อกโกแลต กินตอนร้อน ๆ อร่อยฟิน

ส่วนผสม แป้งโรตี

• แป้งสาลีอเนกประสงค์ 800 กรัม
• แป้งโฮลวีท 200 กรัม
• น้ำ 500 มิลลิลิตร
• ไข่ไก่ 2 ฟอง
• น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
• เกลือป่น 1 ช้อนชา
• นมข้นหวาน 2 ช้อนโต๊ะ
• น้ำมันพืชสำหรับทาผิวแป้ง

ส่วนผสม โรตีกล้วยหอม

• แป้งโรตีที่เตรียมไว้ 1 ก้อน
• กล้วยหอมฝานเป็นชิ้น 1 ลูก
• ไข่ไก่ 1 ฟอง
• มาการีนสำหรับทอดแป้ง
• นมข้นหวาน หรือซอสช็อกโกแลต และน้ำตาลทรายสำหรับโรยหน้า

วิธีทำโรตีกล้วยหอม

1. ทำแป้งโรตี โดยร่อนแป้งสาลีอเนกประสงค์กับแป้งโฮลวีทให้เข้ากัน เตรียมไว้
2. ตีผสมไข่ไก่กับน้ำ น้ำตาลทราย เกลือป่น และนมข้นหวานเข้าด้วยกัน ค่อย ๆ ใส่ส่วนผสมแป้งที่ร่อนไว้ ตีผสมจนเหนียว นวดแป้งให้เข้ากันจนไม่ติดมือ ตัดแบ่งแป้งเป็นก้อนเท่า ๆ กัน คลุกด้วยน้ำมันพืช พักทิ้งไว้สักครู่
3. ตีผสมไข่ไก่กับกล้วยหอมให้เข้ากัน และใส่มาการีนลงในกระทะ
4. แผ่ก้อนแป้งให้แบนแล้วฟาดแป้งจนเป็นแผ่นบาง วางลงทอดในกระทะ เทส่วนผสมกล้วยหอมใส่ลงตรงกลางแป้ง พับมุมแป้งทั้ง 4 ด้าน ทอดจนสุกเหลืองทั้งสองด้าน ตักขึ้นสะเด็ดน้ำมัน วางลงในจาน ตัดเป็นชิ้น ๆ ราดนมข้นหวาน หรือซอสช็อกโกแลต และน้ำตาลทรายตามชอบ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

More
ขนมไทย

สูตรตะโก้สาคู ขนมไทยหวานหอม ทำง่ายนิดเดียว

สูตรตะโก้สาคู ขนมไทยหวานหอม

สูตรตะโก้สาคู บ่อยครั้งที่เรามักจะเห็นขนมตะโก้ในกระทงใบเตยชิ้นจิ๋ว วางขายให้ได้เห็นอยู่ทั่วไป มีหลายแบบหลายไส้ให้เลือกกิน ทั้งตะโก้เผือก ตะโก้แห้ว ตะโก้ข้าวโพด หรือจะเป็นตะโก้สาคู ถ้วยเล็ก ๆ หยิบจับใส่ปากคำเดียวไม่มีเหลือ วันนี้เราก็เลยอยากจะนำสูตรขนมตะโก้ ที่ทำง่าย ๆ อีกหนึ่งสูตรมาแนะนำให้ได้ลองทำกันเล่น ๆ นั่นก็คือ ตะโก้สาคู เนื้อตะโก้สีเขียวสดใสผสมกับเม็ดข้าวโพด ราดหน้ากะทิข้น ๆ ที่มาพร้อมกับวิธีทำแบบง่าย ๆ แถมไม่ต้องเสิร์ฟในกระทงใบเตยให้เสียเวลาอีกด้วย เป็นสูตรมาจาก RinS Cook Book สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม ใครอยากจะรู้แล้วว่า วิธีทำตะโก้สาคูสูตรนี้ง่ายอย่างที่บอกสักแค่ไหน ก็ตามมาดูกันเลยจ้า

ส่วนผสม ตะโก้สาคู

​​ • น้ำ 3+3/4 ถ้วย
​​ • ใบเตยสด 3-4 ใบ (หรือน้ำหอมกลิ่นใบเตย 1 ช้อนชา)
​​ • สาคูเม็ดเล็ก 1 ถ้วย
​​ • น้ำตาลทราย 1+1/2 ถ้วย
​​ • เม็ดข้าวโพดต้มสุก 1 ถ้วย

ส่วนผสม หน้ากะทิ

​​ • กะทิ 4 ถ้วย
​​ • น้ำตาลทราย 1/3 ถ้วย
​​ • แป้งข้าวเจ้า 1/2 ถ้วย
​​ • เกลือป่น 1+1/2 ช้อนชา

วิธีทำ ตะโก้สาคู
• ใส่น้ำลงในหม้อ ตามด้วยใบเตย นำขึ้นตั้งไฟแรง ต้มจนเดือด
• ระหว่างรอน้ำใบเตยเดือด ใส่กะทิ น้ำตาลทราย แป้งข้าวเจ้า และเกลือป่นลงในหม้ออีกใบ เตรียมไว้
• พอน้ำใบเตยเดือด ใส่เม็ดสาคูลงไปต้ม ใช้ไฟกลางอ่อน ต้มนานประมาณ 15 นาที จนเม็ดสาคูเริ่มพองออก จากนั้นนำใบเตยออก แล้วใส่น้ำตาลทรายลงไป คนผสมให้เข้ากันจนเม็ดสาคูสุก
• สุดท้ายใส่เม็ดข้าวโพดต้มสุกลงไป คนผสมให้เข้ากัน ยกลงจากเตา วางพักทิ้งไว้จนเย็นลง
• นำส่วนผสมหน้ากะทิขึ้นตั้งไฟอ่อน หมั่นคนผสมตลอดเวลา (เพื่อป้องกันไม่ให้ไหม้) นานประมาณ 15 นาที จนส่วนผสมข้น ปิดไฟ ยกลงจากเตา เตรียมไว้สำหรับราดหน้า
• ตักสาคูใส่ถ้วย ราดด้วยหน้ากะทิ แต่งด้วยเม็ดข้าวโพด พร้อมเสิร์ฟ

ใครที่ยังไม่เคยทำ ตะโก้สาคูกินเอง ก็ลองมาจดสูตรที่เรานำมาฝากนี้ไปลองทำกันดูนะคะ เพราะเป็นขนมไทยที่ทำง่ายมาก ๆ ส่วนใครที่อยากจะชมวิธีทำตะโก้สาคูแบบเต็ม ๆ ก็สามารถเข้าไปดูได้ที่คลิปด้านล่างนี้เลยจ้า

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

More
อาหารทำง่าย

สูตรปลาหมึกผัดกะปิ เมนูปลาหมึกยอดนิยม เสกกับข้าวและกับแกล้มเคี้ยวเด้งหลากหลาย

สูตรปลาหมึกผัดกะปิ เมนูปลาหมึกยอดนิยม 

สูตรปลาหมึกผัดกะปิ กลิ่นหอมแรงอย่างปลาหมึกผัดกะปิ เริ่มจากทำน้ำกะปิปรุงรส แล้วเอาไปผัดกับหอมแดงและพริกสด สุดท้ายใส่ปลาหมึกลงไปผัดพอสุก โรยใบมะกรูดสวยงาม

ส่วนผสม ปลาหมึกผัดกะปิ

ปลาหมึก
กะปิเคย
น้ำตาลทราย
ซอสปรุงรส
ซอสหอยนางรม
น้ำเปล่า
หอมแดง
หอมใหญ่
พริกสด
ใบมะกรูดซอย

วิธีทำปลาหมึกผัดกะปิ

1.เอากะปิเคย เติมน้ำตาลทราย และซอสปรุงรส ซอสหอยนางรม เติมน้ำเปล่าลงนิดหน่อยแล้วกวนให้ข้น
2.ใช้หอมแดงเจียวแทนการใช้กระเทียม เพราะหอมแดงจะเข้ากันกับกะปิ เมื่อหอมแดงเริ่มสีเหลืองทุบพริกตามลงไป ผัดจนพริกหอมแบบมีจาม
3.ใส่น้ำกะปิ รอจนเดือดแล้วใส่หมึกลงไป ต้องใช้ความชำนาญดูเนื้อหมึกพอเนื้อตึงจะไม่เหนียว ถ้ากลัวเหนียวให้ลวกหมึกผ่านน้ำร้อนก่อนผัด ใส่หอมใหญ่แล้วผัดต่อจนหอมใหญ่สลด โรยหน้าใบมะกรูดฝอย จะเพิ่มความหอม

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

More
อาหารสุดง่าย

สูตรหมูทอดน้ำปลา สูตรอาหารสุดฮิต อร่อยอย่างแรงที่สุด

สูตรหมูทอดน้ำปลา ยังคงครองใจมหาชนในปี 2015 มาอย่างยาวนาน

สูตรหมูทอดน้ำปลา เป็น สูตรอาหารสุดฮิตที่ทำง่ายเว่อร์ โดยใช้หมูสามชั้นหั่นหนาหน่อยเวลาทอดจะได้ไม่หดมากไป แล้วจัดการเอาไปหมักกับน้ำปลาและส่วนผสมอื่น ๆ ก่อนเอาไปทอด อูย… ระหว่างทอดกลิ่นหอมฉุยเชียว แบบนี้ถ้าให้กินทุกวันก็ไม่เบื่อหรอกนะ

ส่วนผสม หมูทอดน้ำปลา

หมูสามชั้น 500 กรัม
น้ำปลาอย่างดี 3-4 ช้อนโต๊ะ
พริกไทยป่นเล็กน้อย
ผงปรุงรสเล็กน้อย
แป้งโกกิ 5-7 ช้อนโต๊ะ
ไข่ไก่ 1 ฟอง
น้ำเย็น
น้ำมันพืช สำหรับทอด
น้ำส้มสายชู 1/2 ช้อนโต๊ะ
เกลือป่น เล็กน้อย

วิธีทำหมูทอดน้ำปลา

1. ใช้ส้อมจิ้มเนื้อหมูให้ทั่ว

2. หมักหมูกับน้ำปลา พริกไทยป่น และผงปรุงรสหมู เติมแป้งโกกิ และไข่ไก่ลงไปนวดให้เข้ากัน ระหว่างนวดหมูให้ค่อย ๆ เติมน้ำเย็นลงไปนวดด้วย หมักทิ้งไว้ 30 นาที

3. ใส่น้ำมันพืชลงในกระทะ (กะให้ท่วมชิ้นหมู) ใส่น้ำส้มสายชู และเกลือเล็กน้อยลงในน้ำมันพืช (เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำมันกระเด็นและไม่ให้หมูติดกระทะขณะทอด)

4. เปิดไฟแรง พอน้ำมันร้อนให้นำเนื้อหมูลงทอดทีละด้านจนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ตักขึ้นสะเด็ดน้ำมัน

5. หั่นเป็นชิ้น ๆ จัดใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

More
อาหารสุดง่าย

สุกี้กระทะร้อน สูตรอาหารมื้อดึก ถอดแบบสตรีตฟู้ดเจ้าดัง ทำเองได้แบบโฮมเมด

สุกี้กระทะร้อน อร่อยรสชาติไม่แพ้สะกี้กระทะร้อนเยาวราชเลยค่ะ

สุกี้กระทะร้อน สูตรนี้ใส่หมูหมักกับผักต่าง ๆ ปริมาณตามชอบ ผัดจนสุกและเข้ากัน ส่วนน้ำจิ้มสุกี้ก็เลือกหาซื้อตามสะดวก

ส่วนผสม
-กระเทียม 7 กลีบ
-พริกขี้หนูเม็ดใหญ่สีแดง 2-3 เม็ด (ถ้าไม่ชอบกินเผ็ดไม่ต้องใส่)
-ผักกาดขาว ประมาณ 1/2 หัว (ถ้าหัวเล็กใช้ 1 หัว)
-หมูหมัก หรือ ไก่หมัก ประมาณ 2 ถ้วย
-น้ำจิ้มสุกี้ ตามชอบ
-วุ้นเส้น แช่น้ำให้นิ่ม 2 ห่อเล็ก
-ผักบุ้งจีน ประมาณ 10 ต้น
-ขึ้นฉ่าย 2-3 ต้น
-ไข่ไก่ 4 ฟอง
-น้ำมันสำหรับผัด ประมาณ 3-4 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำสุกี้กระทะร้อน
1. ตำกระเทียมกับพริกขี้หนูหยาบ ๆ เตรียมไว้
2. ตั้งหม้อสำหรับต้มน้ำ ใส่เกลือลงไปเล็กน้อย จากนั้นใส่ผักกาดขาวลงลวกแค่พอสลด ตักขึ้นใส่ลงในน้ำเย็นแล้วบีบน้ำออกให้มากที่สุด พักไว้ และลวกหมูให้สุก ตักขึ้น พักไว้
3. นำน้ำจิ้มสุกี้ใส่ลงไปคลุกกับวุ้นเส้นให้ทั่ว (**เคล็ดลับ คือ จะทำให้น้ำสุกี้แทรกซึมในวุ้นเส้นอย่างสม่ำเสมอไม่เป็นหย่อม ๆ**)
4. ตั้งกระทะพอร้อน ใส่น้ำมันลงไปแล้วตามด้วยกระเทียมกับพริกที่ตำไว้ทันที (**เคล็ดลับ คือ กระเทียมจะไม่ไหม้แต่กระทะร้อน สามารถนำไปใช้กับการทำอาหารทั่ว ๆ ไปได้**) ผัดพอหอมแล้วใส่ไข่ลงไปกลอกให้ทั่ว ๆ กระทะ ถ้าชอบแบบไข่เกาะเคลือบวุ้นเส้น ให้นับ 1 ถึง 8 แล้วใส่วุ้นเส้นลงไป แต่ถ้าชอบแบบไข่เป็นชิ้น ๆ ให้รอจนไข่ค่อนข้างสุก แล้วค่อยใส่วุ้นเส้นลงไป
5. พรมน้ำลงไปเล็กน้อย ผัดให้วุ้นเส้นแห้งและหอม จากนั้นใส่ผักบุ้งและขึ้นฉ่ายลงไปผัดเร็ว ๆ ตามด้วยหมูหมักและผักกาดขาวลวก เติมน้ำจิ้มสุกี้ลงไปผัดต่ออีกเล็กน้อย ชิมรสอีกครั้ง ตักใส่จาน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

More
อาหารสุดง่าย

สูตรต้มยำปลากระป๋อง เมนูอาหารง่ายๆ อร่อยย้อมใจยามหวยกิน

สูตรต้มยำปลากระป๋อง เมนูอาหารง่ายๆ

สูตรต้มยำปลากระป๋อง ปลากระป๋องก็ต้องมา แต่อย่าเลยค่ะ อย่าคิดแค่จะเปิดฝาแล้วเทคลุกข้าว ไม่ดีเลย เติมเครื่องต้มยำเพิ่ม 1 ชุด ก็สัก 5-10 บาท ลงไปหน่อย น่าจะดีกว่านะคะ คิดแล้วก็ช้ำใจ !

ส่วนผสม ต้มยำปลากระป๋อง

• ปลากระป๋อง
• น้ำเปล่า
• เครื่องต้มยำ (ข่า, ตะไคร้, ใบมะกรูด)
• หอมแดง (ปอกเปลือกแล้วทุบพอแตก)
• พริกขี้หนูซอย
• เห็ดฟาง (ผ่า 4 ส่วน)
• น้ำปลา
• น้ำมะนาว
• ผักชีฝรั่งซอย (โรยหน้า)
• ผักชีไทยซอย (โรยหน้า)

วิธีทำต้มยำปลากระป๋อง

1. ใส่น้ำลงในหม้อนำขึ้นตั้งไฟต้มจนเดือด ใส่ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด หอมแดง และเห็ดฟางลงไปต้มจนเดือดอีกครั้ง
2. ใส่ปลากระป๋องลงไปต้ม คนผสมให้เข้ากัน รอจนเดือดอีกครั้งแล้วปิดไฟก่อนจะปรุงรส
3. บีบน้ำมะนาวลงไป ตามด้วยน้ำปลา คนผสมให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ ตักใส่ถ้วย โรยด้วยผักชีฝรั่งและผักชีซอย พร้อมเสิร์ฟ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

More
อาหารเพื่อสุขภาพ

ประโยชน์ของไข่ต้ม อาหารธรรมดา ๆ แต่แฝงคุณค่ามหัศจรรย์

ประโยชน์ของไข่ต้ม ไม่ได้แค่ช่วยลดน้ำหนักหรือสร้างกล้ามเนื้อ แต่มีดีถึงขั้นลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้ !

ประโยชน์ของไข่ต้ม อาหารที่ช่วยบำรุงร่างกายเราได้ ไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงเลยค่ะ อย่างเช่น ไข่ต้ม ที่นอกจากจะอร่อย หาง่าย และมีราคาถูกแล้ว ยังอุดมไปด้วยสารอาหารดี ๆ ที่มีประโยชน์เพียบ เรียกได้ว่าแค่กินไข่ต้มวันละฟอง ก็ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ร่างกายต้องการเกือบจะครบถ้วน แถมยังช่วยบำรุงสุขภาพได้มากมายเลยด้วย รู้อย่างนี้แล้ว เราเลยอยากชวนไปดูกันว่า ประโยชน์ของไข่ต้มมีดีแค่ไหน

1. อุดมไปด้วยสารอาหารที่ร่างกายต้องการ

ไข่ต้มสุกนั้นอุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายของเรามากมาย ทั้งโปรตีน สังกะสี วิตามินเอ วิตามินบี 1 บี 2 บี 6 บี 12 วิตามินดี วิตามินอี ธาตุเหล็ก สังกะสี แคลเซียม ฟอสฟอรัส กรดโฟลิก เลซิทิน ลูทีน และซีแซนทีน ซึ่งสารอาหารเหล่านี้จะช่วยให้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นบอกได้เลยว่าแค่กินไข่ต้มวันละฟองก็จะช่วยให้ร่างกายร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ได้ แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดก็ควรกินไข่ต้มร่วมกับอาหารประเภทอื่น ๆ ให้ครบทั้ง 5 หมู่ด้วยนะคะ

2. ปลอดภัยกว่ากินไข่ดิบ

การกินไข่ดิบ ๆ หรือไข่ที่ยังไม่สุกดี ไม่ดีต่อร่างกายเราอย่างมากเลยนะคะ เพราะร่างกายของเรานั้นจะย่อยไข่ที่ไม่สุกได้ค่อนข้างยาก และไข่ขาวที่ไม่สุกยังไปขัดขวางการดูดซึมไบโอตินที่เป็นวิตามินบีชนิดหนึ่งในลำไส้ของเรา ทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมวิตามินบีไปใช้ได้อย่างเต็มที่ แถมที่สำคัญการกินไข่ดิบยังมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของเราอีกด้วย ฉะนั้นแล้วการกินไข่ต้มสุกจึงถือเป็นการเลือกกินอาหารที่ดี มีประโยชน์ และปลอดภัยต่อร่างกายเราได้มากกว่าไข่ดิบนั่นเองค่ะ

3. ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ

ไข่ต้มเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน โดย 1 ฟอง มีโปรตีนอยู่ถึง 6 กรัม ซึ่งในโปรตีนนั้นมีกรดอะมิโนที่ช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อให้กับร่างกายอยู่ ดังนั้นหากใครอยากมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงก็ควรกินไข่ต้มบ่อย ๆ โดยเฉพาะคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ซึ่งมีโอกาสกล้ามเนื้อฉีกขาดได้ง่าย คนที่ออกกำลังกายจึงควรกินโปรตีนเยอะ ๆ เพื่อไปซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่ฉีกขาดเหล่านั้น อย่างที่เรามักจะเห็นหลายคนชอบกินไข่ต้มเป็นประจำหลังออกกำลังกายเสร็จนั่นล่ะค่ะ

4. เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง

หากอยากเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง ร่างกายของเราจำเป็นต้องได้รับแคลเซียมและฟอสฟอรัสมาก ๆ ซึ่งในไข่ก็มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูงพอสมควร แถมยังมีวิตามินดี (วิตามินที่ส่วนมากได้รับจากแสงแดด) ซึ่งวิตามินดีมีหน้าที่หลักคือช่วยดูดซึมและทำให้ร่างกายใช้ประโยชน์จากแคลเซียมและฟอสฟอรัสได้อย่างเต็มที่ ฉะนั้นการกินไข่ต้ม จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกของเราให้แข็งแรงได้ หรือจะกินไข่ต้มพร้อมกับนมรสจืด เติมแคลเซียมแบบคูณสองให้กระดูกแข็งแรงยิ่งขึ้น ลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุนไปเลยค่ะ

5. เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

ทั้งวิตามินเอ วิตามินดี และธาตุเหล็ก เป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มในร่างกายของเราให้แข็งแรงและยังช่วยให้การผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงเป็นไปอย่างปกติอีกด้วย ดังนั้นการกินไข่ต้มที่อุดมไปด้วยสารอาหารทั้ง 3 ชนิดสูง จึงช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายของเราได้ค่ะ

6. บำรุงเล็บและเส้นผม

ไข่ต้มนอกจากจะเป็นแหล่งโปรตีนแล้ว ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินดี ธาตุเหล็ก สังกะสี และกำมะถันในปริมาณมาก ซึ่งทั้งหมดเป็นสารอาหารที่ช่วยบำรุงเส้นผมและเล็บของเราให้แข็งแรง ไม่หลุดร่วงหรือเปราะบางได้ง่าย ๆ นะคะ

7. บำรุงสายตา

รู้ไหมคะว่าเพียงแค่เรากินไข่ต้มเป็นประจำสามารถป้องกันจอประสาทตาเสื่อมและลดความเสี่ยงเป็นต้อกระจกลงได้ เนื่องจากในไข่ต้มมีสารอาหารสำคัญที่ช่วยปกป้องดวงตาของเราอย่างลูทีนและซีแซนทีนอยู่ จึงทำให้การกินไข่ช่วยบำรุงสายตาของเราได้นั่นเองค่ะ

8. บำรุงสมอง

นอกจากการออกกำลังกายและกินอาหารที่ดีมีประโยชน์แล้ว การกินไข่ต้มยังสามารถบำรุงสมองและป้องกันไม่ให้เราเป็นอัลไซเมอร์ด้วยนะคะ เพราะในไข่ 1 ฟอง จะมีโคลีนมากถึง 20% เลยทีเดียว ซึ่งโคลีนเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อกล้ามเนื้อ เยื่อหุ้มเซลล์ เยื่อหุ้มสมอง และเซลล์ประสาท เมื่อได้รับมาก ๆ จะช่วยบำรุงรักษาระบบประสาทและสมองของเราให้แข็งแรง ช่วยส่งเสริมการทำงานของเซลล์สมองในเรื่องความทรงจำ แถมยังช่วยป้องกันไม่ให้ทารกในครรภ์มีอาการผิดปกติในท่อประสาทได้อีกด้วย

9. ช่วยลดและควบคุมน้ำหนัก

ไข่ต้ม 1 ฟองให้พลังงานราว ๆ 70-85 กิโลแคลอรีค่ะ ซึ่งจัดว่าให้พลังงานน้อย จึงเป็นเหตุผลดี ๆ ที่ทำให้คนเลือกกินไข่ต้มเพื่อลดความอ้วนและควบคุมน้ำหนัก โดยเฉพาะในช่วงมื้อเช้า เพราะนอกจากไข่ต้มจะมีแคลอรีไม่สูงแล้ว โปรตีนในไข่จะช่วยให้แป้งและน้ำตาลถูกย่อยและดูดซึมอย่างช้า ๆ ทำให้เราอิ่มนาน ไม่รู้สึกหิวบ่อย ๆ จึงกินอาหารมื้ออื่น ๆ ได้น้อยลงตามไปด้วย ดังนั้น หากใครคิดจะลดน้ำหนัก ก็อย่าลืมใช้ไข่ต้มเป็นตัวช่วยด้วยนะคะ โดยอาจจะกินไข่ต้มพร้อมกับน้ำส้มคั้นสด ๆ แบบน้ำตาลน้อย ก็จะช่วยให้ร่างกายยิ่งดูดซึมธาตุอาหารจากไข่ได้ดีขึ้นด้วย

10. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

ในไข่ต้มที่เรากินกันนั้น มีไขมันดีหรือไขมันไม่อิ่มตัว อย่างไขมันโอเมก้า 3 อยู่ ซึ่งไขมันตัวนี้ เป็นไขมันที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ช่วยบำรุงหัวใจให้แข็งแรง และช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ในเลือดของเราไม่ให้สูงเกินไป เพราะหากเรามีไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง จะทำให้มีความเสี่ยงโรคหัวใจและมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น อีกทั้งสารโคลีนที่พบได้มากในไข่ ยังช่วยลดการอักเสบอันเป็นสาเหตุของโรคหัวใจได้อีกด้วย

ส่วนใครที่เชื่อว่าไข่แดงมีคอเลสเตอรอลสูง หากกินทุกวันน่าจะทำให้เสี่ยงเป็นโรคหัวใจได้มากกว่า ต้องขอบอกตรงนี้เลยว่า นพ.กรภัทร มยุระสาคร จากโรงพยาบาลสมุทรสาคร ได้ทำการวิจัยแล้วพบว่าคอเลสเตอรอลที่มีอยู่ในไข่นั้นเป็นคอเลสเตอรอลชนิดที่ดีต่อร่างกาย ดังนั้นจึงหมดห่วงเรื่องคอลเลสเตอรอลในไข่ได้ แถมแพทย์คนดังกล่าวยังบอกอีกด้วยนะ ว่าการกินไข่ยังช่วยลดคอลเลสเตอรอลไม่ดีได้ด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา …

More