ข่าวทั่วไป

ข้าวไรซ์ เบอร์รีผัดปลานิล อาหารเย็นแคลอรีต่ำอิ่มท้องได้สุขภาพ

ข้าวไรซ์ เบอร์รีผัดปลานิล ใครมีข้าวไรซ์เบอร์รีหุงสุกเหลือ ๆ จับมาทำเมนูข้าวไรซ์เบอร์รีผัดปลานิล สูตรจาก นิตยสารแม่บ้าน

ข้าวไรซ์ เบอร์รีผัดปลานิล ใส่ปลานิลทอดและผักต่าง ๆ ตามชอบ พอผัดเคล้าจนเข้ากันก็จัดจาน โรยเมล็ดมะม่วงหิมพานต์และเมล็ดทานตะวัน

ส่วนผสม ข้าวไรซ์เบอร์รีผัดปลานิล

• ปลานิลหั่นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า 100 กรัม
• เกลือป่นหยาบ เล็กน้อย
• พริกไทยป่น เล็กน้อย
• แป้งทอดกรอบสำเร็จรูป
• น้ำมันพืช สำหรับทอด
• กระเทียมสับ 1 ช้อนชา
• น้ำมันมะกอก 1+1/2 ช้อนชา
• แครอท หั่นเต๋า 1 ช้อนโต๊ะ
• บรอกโคลี หั่นเต๋า 1 ช้อนโต๊ะ
• ฟักทอง หั่นเต๋า 1 ช้อนโต๊ะ
• ข้าวไรซ์เบอร์รีหุงสุก 3/4 ถ้วยตวง
• ซอสเห็ดหอม 2 ช้อนชา
• ซีอิ๊วขาว 1/2 ช้อนชา
• น้ำตาลทราย 1/4 ช้อนชา
• เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ทอด 6-7 เม็ด
• เมล็ดทานตะวันอบกรอบ 1 ช้อนชา
• น้ำปลาผสมน้ำมะนาวและพริกขี้หนู

 ข้าวไรซ์เบอร์รีผัดปลานิล

วิธีทำข้าวไรซ์เบอร์รีผัดปลานิล

1. โรยเกลือป่นและพริกไทยป่นบนเนื้อปลานิลแล้วคลุกลงในแป้งทอดกรอบพอทั่ว ใส่ลงทอดในน้ำมันพืชใช้ไฟปานกลาง ทอดจนสุกเหลือง ตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน เตรียมไว้
2. เจียวกระเทียมกับน้ำมันมะกอกพอเหลืองหอม ใส่แครอท บรอกโคลี ฟักทอง และข้าวไรซ์เบอร์รีลงไปผัดเบา ๆ ให้เข้ากัน
3. ปรุงรสด้วยซอสเห็ดหอม ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย เกลือป่นและพริกไทยป่น ผัดให้เข้ากัน
4. ใส่ปลาทอดลงไปตะล่อมเบา ๆ ให้เข้ากัน ตักใส่จานสำหรับเสิร์ฟ โรยเมล็ดมะม่วงหิมพานต์และเมล็ดทานตะวัน เสิร์ฟพร้อมน้ำปลาผสมน้ำมะนาวและพริกขี้หนู

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com/

More
ข่าวทั่วไป

แซลมอนอบดิจองมัสตาร์ด อาหารคลีนที่คนรักสุขภาพนิยมทำกินเอง

แซลมอนอบดิจองมัสตาร์ด  เมนูอาหารคลีนที่ใส่ดิจองมัสตาร์ดลงไปเพื่อเพิ่มกลิ่นและรสชาติให้กลมกล่อมมากขึ้น

แซลมอนอบดิจองมัสตาร์ด เข้ากันดีกับกระเทียมและพาร์สลีย์ รสชาติออกเปรี้ยวเล็กน้อยทำให้สดชื่นสุด ๆ เหมาะทำกินมื้อเที่ยงอย่างแรง

ส่วนผสม

– เนื้อปลาแซลมอน 4 ชิ้น
– พาร์สลีย์สับ 1 ช้อนโต๊ะ
– กระเทียม 2 กลีบใหญ่ (หรือ 3 กลีบเล็ก)
– ดิจองมัสตาร์ด 1/2 ช้อนโต๊ะ
– เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
– พริกไทยดำป่น 1/8 ช้อนชา
– น้ำมันมะกอก 1/8 ถ้วย
– น้ำเลมอน 2 ช้อนโต๊ะ
– เลมอนหั่นแว่นเนื้อปลาแซลมอน 4 ชิ้น

แซลมอนอบดิจองมัสตาร์ด

วิธีทำ

• 1. ใส่พาร์สลีย์ กระเทียม ดิจองมัสตาร์ด เกลือ พริกไทยดำ น้ำมันมะกอกและน้ำเลมอนลงในภาชนะ ผสมให้เข้ากัน
• 2. นำปลาแซลมอนวางเรียงลงไปบนถาดอบโดยวางส่วนหนังลงไปด้านล่าง
• 3. ทาส่วนผสมดิจองมัสตาร์ดลงไปด้านบนเนื้อปลาแซลมอนและวางเลมอนตามลงไป
• 4. เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 450 องศาฟาเรนไฮต์ นำถาดที่ใส่ปลาแซลมอนเข้าไปอบ ประมาณ 12-15 นาที พร้อมเสิร์ฟ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com/

More
ข่าวทั่วไป

กระ ถิน พืชสมุนไพรพื้นบ้าน สรรพคุณ และ ประโยชน์ของกระถิน

กระ ถิน พืชสมุนไพรในเขตร้อน มีถิ่นกำเนิดในประเทศแถบทวีปอเมริกา และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ขยายพันธุ์ได้ง่าย จัดเป็นไม้พุ่ม ไม้ต้นขนาดเล็ก นิยมรับประทาน

กระ ถินจัดเป็นพืชตระกูลถั่ว ชื่อเรียกอื่ๆของกระถิน คือ กะเส็ดโคก , กะเส็ดบก , กะตง , กระถินน้อย , กระถินบ้าน , ผักก้านถิน , ผักหนองบก , กระถินไทย , กระถินดอกขาว , กระถินหัวหงอก , ตอเบา , สะตอเทศ , สะตอบ้าน , กระถินยักษ์ เป็นต้น

คุณค่าทางโภชนาการของกระถิน

นักโภชนาการได้ศึกษาคุณค่าทางอาหารของยอดกระถินอ่อน ขนาด 100 กรัม พบว่าให้พลังงานสูงถึง 62 กิโลแคลอรี มีสารอาหารสำคัญ ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต 5 กรัม โปรตีน 8.4 กรัม ไขมัน 0.9 กรัม กากอาหาร 3.8 กรัม น้ำ 80.7 กรัม วิตามินเอ 7,883 หน่วยสากล วิตามินบี 1 0.33 มิลลิกรัม วิตามินบี 2 0.09 มิลลิกรัม วิตามินบี 3 1.7 มิลลิกรัม วิตามินซี 8 มิลลิกรัม ธาตุแคลเซียม 137 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 9.2 มิลลิกรัม และ ธาตุฟอสฟอรัส 11 มิลลิกรัม

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของต้นกระถิน

ต้นกระถินสามารถขยายพันธุ์ ด้วยการใช้เมล็ด และสามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุย สำหรับลักษณะของต้นกระดิน มีรายละเอียด ดังนี้

  • ต้นกระถิน มีความสูงประมาณไม่เกิน 10 เมตร ลักษณะทรงต้นเป็นเรือนยอดรูปไข่ เปลือกมีสีเทา มีปุ่มนูนของรอยกิ่งก้านที่หลุดร่วงไป
  • ใบกระถิน เป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับกัน แกนกลางใบประกอบมีขน เรียงตรงข้ามกัน ส่วนใบย่อยเรียงตรงข้ามกัน ลักษณะของโคนใบเบี้ยว ปลายใบแหลม ขอบใบมีขน
  • ดอกกระถิน ดอกของกระถินจะมีสีขาว ออกอดช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนของทุกปี ดอกมีลักษณะเป็นช่อ แบบกระจุกแน่น ออกดอกตามง่ามใบและปลายกิ่ง ลักษณะเป็นรูประฆัง
  • ฝักกระถิน ลักษณะแบน ปลายฝักแหลม เมื่อฝักแก่จะแตกตามยาว ภายในฝักกระถินจะมีเมล็ดเรียงตามขวางจำนวนมาก และจะออกผลช่วงเดือนกรกฎาคมจนถึงเดือนมกราคมของทุุกปี
  • เมล็ดกระถิน สำหรับเมล็ดของกระถิน จะอยู่ภายในฝักกระถิน มีลักษณะเป็นรูปไข่ แบน สีน้ำตาล และ มัน

กระ ถิน

สรรพคุณของกระถิน

สำหรับต้นกระถินสามารถใช้ประโยชน์ได้ในทุกส่วน ตั้งแต่ ลำต้น เปลือก ใบ ดอก เมล็ด โดยรายละเอียด ดังนี้

  • รากของกระถิน มีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยขับระดู
  • เมล็ดแก่ของกระถิน มีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยให้นอนหลับ ช่วยขับลม ช่วยขับระดูขาวของสตรี ช่วยบำรุงไต
  • เมล็ดของกระถิน มีสรรพคุณ บำรุงกระดูก เป็นยาถ่ายพยาธิตัวกลม ช่วยลดการเกิดนิ่วในกระเพาะอาหาร
  • ฝักอ่อนของกระถิน มีสรรพคุณ บำรุงกระดูก บำรุงหัวใจ ช่วยเจริญอาหาร แก้กระหายน้ำ ช่วยแก้อาการท้องร่วง ช่วยลดการเกิดนิ่วในกระเพาะอาหาร
  • ยอดอ่อนของกระถิน มีสรรพคุณ บำรุงกระดูก ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด บำรุงสายตา บำรุงหัวใจ ช่วยเจริญอาหาร แก้กระหายน้ำ ช่วยลดการเกิดนิ่วในกระเพาะอาหาร
  • ดอกของกระถิน มีสรรพคุณช่วยแก้เกล็ดกระดี่ขึ้นตา ช่วยบำรุงตับ
    เปลือกของกระถิน มีสรรพคุณช่วยห้ามเลือด

โทษของกระถิน

ในใบของกระถิน มีสารชนิกหนึ่งที่มีฤทธิ์เป็นพิษ ชื่อ สารลิวซีนีน ( Leucenine ) หากกินไปมากๆ อาจทำให้ขนร่วงและเป็นหมันได้  กระถินเป็นพืชที่มีคุณสมบัติ ช่วยดูดธาตุซีลีเนียมจากดินได้มาก จึงอาจทำให้เกิดพิษเนื่องจากธาตุนี้ได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://beezab.com

More
ข่าวทั่วไป

หญ้าขัดมอน สมุนไพร ประโยชน์และสรรพคุณของหญ้าขัด

หญ้าขัดมอน คือ สมุนไพร จัดเป็นพืชชนิดไม้พุ่ม เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ขัดมอน หญ้าขัดมอนใบรี หญ้าขัดใบมน ประโยชน์และสรรพคุณของหญ้าขัด

หญ้าขัดมอน พืชตระกูลเดียวกันกับชบา มีชื่อสามัญหลายชื่อ เช่น Paddy’s lucerne , Queensland hemp , Arrowleaf sida , Common sida , Cuba juite ชื่อวิทยาศาสตร์ของขัดมอน คือ Sida rhombifolia L. ชื่อเรียกอื่นๆของขัดมอน เช่น หญ้าขัดมอนใบยาว ขัดมอนใหญ่ ยุงปัด ยุงกวาด หญ้าขัดใบยาว เน่าะเค้ะ นาคุ้ยหมี่ ลำมะเท็ง อึ่งฮวยอิ๋ว อวกตักซั่ว หญ้าขัดใบยาว เป็นต้น

ชนิดของหญ้าขัด

สำหรับหญ้าขัด มี 4 ชนิด คือ หญ้าขัดใบยาว , หญ้าขัดใบป้อม , หญ้าขัดหลวง และ หญ้าขัด

ลักษณะของต้นหญ้าขัด

ต้นหญ้าขัด จัดเป็นพืช ชนิดไม้พุ่ม สามารถพบได้ทั่วทุกภาคตามป่าเบญจพรรณ โดยลักษณะของต้นหญ้าขัด มีรายละเอียด ดังนี้

ลำต้นของหญ้าขัด สูงไม่เกิน 1 เมตร ลำต้นกลม สีเขียว มีขน
ใบของหญ้าขัด เป็น ใบเดี่ยว เรียงกันตามก้านแบบห่าง ๆ ใบลักษณะเหมือนหอก รูปสามเหลี่ยมข้าวหลามตัด ขอบใบมีขน โคนใบกลม ขอบใบเป็นแฉกๆฟันเลื่อย โคนใบจะเรียบ
ดอกของหญ้าขัด ดอกจะออกตามง่ามใบ มีสีเหลืองอ่อน ลักษณะเป็นรูประฆัง
ผลของหญ้าขัด ลักษณะครึ่งวงกลม มีกลีบเลี้ยงห่อหุ้มอยู่ โดยในแต่ละซีกจะมีเมล็ดสีดำ 1 เมล็ด มีขนอยู่ที่ขั้วเมล็ด

หญ้าขัดมอน

สรรพคุณของหญ้าขัด

การใช้ประโยชน์ของหญ้าขัด และ สรรพคุณของหญ้าขัด ที่ใช้ในการรักษาโรค และ การบำรุงร่างกาย นั้น สามารถใช้ ส่วนของ รากหญ้าขัด ใบหญ้าขัด ทั้งต้น โดยรายละเอียดของสรรพคุณของหญ้าขัด มีดังนี้

ต้นหญ้าขัด ใช้เป็นน้ำยาบ้วนปาก บำรุงเหงือกและฟัน ช่วยลดไข้ รักษาโลหิตเป็นพิษ แก้ท้องเสีย แก้ปวดท้อง
รากของหญ้าขัด ช่วยทำให้เจริญอาหาร แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน แก้ร้อนใน รักษาโรคกระเพาะ ขับเลือด ขับรก รักษาอาการปวดประจำเดือน รักษาอาการปวดมดลูก รักษางูกัด แก้ปวด
ใบของหญ้าขัด ใช้เป็นยาบ้วนปาก ช่วยลดไข้ ช่วยขับเสมหะ แก้อาการสะอึก รักาาโรคปอด แก้ท้องเสีย แก้ปวดท้อง ช่วยขับปัสสาวะ แก้บวม

ประโยชน์ต้นหญ้าขัด

สำหรับประโยชน์อื่นๆของหญ้าขัด ที่นอกเหนือจากการรักษาโรค และ การบำรุงร่างกายนั้น หญ้าขัด สามารถนำมาทำไม้กวาดได้ และ นำมาทำอาหารสัตว์ ได้

โทษของหญ้าขัด

รากและลำต้นของหญ้าขัด มีสรรพคุณ ช่วยกระตุ้นการบีบตัวของมดลูก หากใช้ในสตรีมีครรภ์ จะเร่งให้เกิดการขับเลือด ทำให้เป็นอันตรายต่อเด็กใรครรภ์ หรือ อาจทำให้แท้งลูกได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://beezab.com

More
ข่าวทั่วไป

กระ เพรา ผักสวนครัว สมุนไพร ประโยชน์ มากมายนิยมทำอาหาร

กระ เพรา ผักสวนครัว สมุนไพร สรรพคุณของกระเพราแก้ท้องอืด แก้ท้องเฟ้อ ช่วยขับลม รักษาโรคผิวหนัง ไล่แมลง แก้ไอ ขับเสมหะ คุณค่าทางโภชนาการของกระเพรา

กระ เพรา ถือเป็นผักสวนครัวที่ได้รับความนิยมมาก เนื่องจากเป็นผักที่มีกลิ่นหอมหอม และให้รสเผ็ด จึงนิยมนำมาทำอาหาร เมนูผัดกระเพรา

คุณค่าทางโภชนาการของกระเพรา

นักโภชนาการ พบว่าในกระเพรา ประกอบไปด้วย คาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร เหล็ก โปรตีน เบต้าแคโรทีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินบี1 วิตามินเอ วิตามินบี 2 ในใบของกะเพรา จะมีน้ำมันหอมระเหย อยู่หลายชนิด เช่น โอวิมอล (ocimol) เมทิลคาวิคอล (methylchavicol) แคลิโอฟิลลีน (caryophyllene) ไลนาลูออล(linalool) บอร์มีออล (bormeol) ยูจีนอล (eugenol) และแคมฟีน (camphene)

ต้นกระเพรา กระเพรา วิกิพีเดีย กระเพรา ภาษาอังกฤษ กระเพราหมู ข้าวกระเพรา กระเพราะ กระเพราไก่ กระเพรา พจนานุกรม กระเพรา ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ocimum sanctum, Linn. ชื่ออื่นๆ ของกระเพรา เช่น กระเพราแดง กระเพราขาว ก่ำก้อขาว ก่ำก้อดำ กอมก้อขาว กอมก้อด ห่อตูปลา ห่อกวอซู

กระเพรา

ลักษณะทางพฤษศาสตร์ของต้นกระเพรา

ต้นกะเพรา เป็น พืชล้มลุก ความสูงประมาณ 1-2 ฟุต โคนของลำต้น จะมีเนื้อไม้แข็ง มีขน มีกลิ่นหอม ใบของกระเพรามีสีเขียว มีขน ใบมีกลิ่นหอม กิ่งก้านเป็นรูปสี่เหลี่ยม ส่วนปลายของกิ่งจะอ่อน ดอกออกเป็นช่อ เมล็ดของกระเพรา เมื่อแก่เมล็ดจะเป็นสีดำ การขยายพันธุ์ของกระเพรา ใช้เมล็ด หรือลำต้น

  • ต้นกระเพรา เป็นไม้ล้มลุก แตกกิ่งก้านสาขา สูง 30 – 60 ซม. โคนลำต้นค่อนข้างแข็ง ตามลำต้นมีขน มีกลิ่นหอม
  • ใบกระเพรา เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปรี กว้าง 1-3 ซม. ยาว 2.5-5 ซม. ปลายแหลมหรือมน โคนแหลม ขอบจักฟันเลื่อยและเป็นคลื่น แผ่นใบมีขนโดยเฉพาะยอด ใบสีเขียว เรียกกะเพราขาว ใบสีแดงเรียกกะเพราแดง
  • ดอกกระเพรา เป็นแบบช่อฉัตร ออกบริเวณปลายยอดและปลายกิ่ง ยาว 8-10 ซม. ประกอบด้วยดอกเล็กๆ ออกเป็นวงรอบแกนช่อเป็นชั้นๆ ก้านดอกยาว 2-3 มม. และกางออกตั้งฉากกับแกนช่อ กลีบเลี้ยงโคนติดกันเป็นรูปคล้ายระฆัง ปลายแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนบนมีกลีบเดียวค่อนข้างกลม ส่วนกลางแยกเป็น 4 แฉก ปลายแหลมเรียว ด้านในเกลี้ยง ด้านนอกมีขนตามโคนกลีบ กลีบดอกสีขาว (กะเพราขาว) หรือชมพูปนม่วงแดง (กะเพราแดง) ด้านบนมี 4 กลีบ ด้านล่างมี 1 กลีบ ขนาดยาวกว่าด้านบน ตรงกลางกลีบเว้าตื้นๆ ปลายกลีบม้วนพับลง
  • ผลกระเพรา แห้งแล้วแตกออก
  • เมล็ดกระเพรา รูปไข่สีน้ำตาลมีขนาดเล็ก มีจุดสีเข้มเมื่อนำไปแช่น้ำเปลือกหุ้มเมล็ดพองออกเป็นเมือกเมื่อแก่หรือแห้ง เมล็ดจะเป็นสีดำอยู่ข้างในซึ่งหุ้มด้วยกลีบเลี้ยง

สรรพคุณของกระเพรา สามารถนำมาใช้ ทั้งส่วน ใบ เมล็ด และราก รายละเอียด ดังนี้

  • ใบสดของกระเพรา จะมีน้ำมันหอมระเหย ประกอบไปด้วย ไลนาลูออล(linalool) และ เมทิลคาวิคอล (methylchavicol) สามารถนำมาใช้เป็นยาขับลม แก้ท้องอืด แก้ท้องเฟ้อ แก้ปวดท้อง บำรุงธาตุ
  • ใบแห้งของกระเพรา นำมาบดใช้ชงดื่มเป็นชา สามารถช่วยยับยั้งการเจริญเติมโตของเชื้อโรคบางชนิด ช่วยฆ่าเชื้อจุลินทรีย์บางชนิด
  • เมล็ดของกระเพรา นำเมล็ดไปแช่น้ำ เมล็ดจะพองเป็นเมือกสีขาว นำไปพอกในบริเวณตา จะไม่ทำให้ตาเราช้ำ
  • รากของกระเพรา
More
ข่าวทั่วไป

ต้นดีปลี สมุนไพร ตระกูลพริกไทย ประโยชน์ และ สรรพคุณของดีปลี

ต้นดีปลี สมุนไพร มีฤทิธ์เผ็ดร้อน พืชตระกูลพริกไทย ประโยชน์ของดีปลี สรรพคุณของดีปลี เป็นยาบำรุงกำลัง ยาอายุวัฒนะ ช่วยเจริญอาหาร

ต้นดีปลี ยังมีประโยชน์ ช่วยให้นอนหลับ แก้ไอ แก้หลอดลมอักเสบ ใช้รักษาโรคลมบ้าหมู ช่วยขับเสมหะ แก้ปวดท้อง ช่วยแก้อาการท้องร่วง ช่วยขับลม เป็นยาขับพยาธิ ช่วยแก้ริดสีดวงทวารหนัก เป็นยาขับระดูของสตรี ช่วยบีบมดลูก ช่วยขับน้ำดี ช่วยแก้ตับพิการ แก้ปวดท้อง ช่วยแก้อาการท้องร่วง ช่วยขับลม ช่วยแก้พิษงู

มีฤทธิ์ต้านเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย ช่วยต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยแก้อาการปวดเมื่อย ลดอาการปวดเส้น

ดีปลี สมุนไพร ภาษาอังกฤษ เรียก Long Pepper ชื่อวิทยาศาสตร์ของดีปลี คือ Piper retrofractum Vahl เป็นพืชสมุนไพร ตระกูลเดียวกันกับพริกไทย มีชื่อเรียกอื่นๆ ว่า ดีปลีเชือก ปานนุ ประดงข้อ พิษพญาไฟ ปีกผัวะ เป็นต้น ต้นดีปลีพบได้มากที่ประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซีย สำหรับในประเทศไทย สามารถพบได้ที่ภาคเหนือและภาคใต้

ต้นดีปลี

ลักษณะของต้นดีปลี

ดีปลี เป็นไม้เถา ตระกลูพริกไทย ลักษณะของลำต้นเป็นเถาค่อนข้างเหนียว สามารถเจริญเติบดตได้ดีในดินที่ค่อนข้างชุ่ม มีแสงแดดรำไร ใบของดีปลี เป็นลักษณะ ใบเดี่ยว รูปไข่ สีเขียวเข้ม ใบเป็นมัน ปลายแหลม ผลของดีปลี จะมีสีเขียว และจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อผลสุก ออกเป็นช่อ รูปทรงกระบอกยาวประมาณ 7 เซ็นติเมตร ผิวของผลค่อนข้างหยาบ

สรรพคุณของดีปลี

การนำดีปลีมาใช้ประโยชน์ สามารถนำมาใช้ในส่วนของ ดอก ใบ ผลแก่ เถา และราก รายละเอียดของ สรรพคุณของดีปลี มีดังนี้

  • ดอกของดีปลี สามารถนำมาใช้ประโยชน์ เป็นยาบำรุงกำลัง ยาอายุวัฒนะ ช่วยเจริญอาหาร แก้เวียนหัว แก้หวัด แก้หอบหืด ช่วยขับเสมหะ แก้ท้องเสีย ช่วยแก้อาการท้องร่วง ช่วยขับลม ช่วยแก้ริดสีดวงทวารหนัก ช่วยแก้ตับพิการ ช่วยแก้อัมพาต
  • ผลของดีปลีสามารถนำมาใช้เป็นยาบำรุงธาตุ ช่วยบำรุงธาตุไฟ ช่วยให้นอนหลับ แก้ไอ แก้หลอดลมอักเสบ ใช้รักษาโรคลมบ้าหมู ช่วยขับเสมหะ แก้ปวดท้อง ช่วยแก้อาการท้องร่วง ช่วยขับลม เป็นยาขับพยาธิ ช่วยแก้ริดสีดวงทวารหนัก เป็นยาขับระดูของสตรี ช่วยบีบมดลูก ช่วยขับน้ำดี ช่วยแก้ตับพิการ
  • รากของดีปลีสามารถนำมาเป็นยาบำรุงธาตุ แก้เวียนหัว ช่วยเป็นยาเย็น แก้หอบหืด ช่วยขับเสมหะ แก้ปวดท้อง
  • เถาของดีปลี มีรสเผ็ดร้อน ช่วยขับเสมหะ แก้ปวดฟัน แก้ปวดท้อง ช่วยแก้อาการท้องร่วง ช่วยขับลม ช่วยแก้ริดสีดวงทวารหนัก ช่วยแก้พิษงู มีฤทธิ์ต้านเชื้อราและเชื้อแบคทีเรีย ช่วยต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง ช่วยเสริมฤทธิ์ยานอนหลับ ช่วยต่อต้านออกซิเดชั่น ต้านพิษต่อตับ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ลดระดับน้ำตาลในเลือด
  • ใบของดีปลีใช้ช่วยแก้อาการปวดเมื่อย ลดอาการปวดเส้น

ขอบคุณแหล่งที่มา https://beezab.com

More
ข่าวทั่วไป

กระดังงา ประโยชน์และสรรพคุณของกระดังงาตามท้องถิ่นต่างๆ

กระดังงา กระดังงาหรือกระดังงาไทย (Ylang Ylang, Kenanga, Perfume) เป็นสมุนไพรที่มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่างๆ

กระดังงา ช่น ภาคเหนือเรียกว่ากระดังงาใหญ่, สะบันงา หรือกระดังงาไทย เป็นต้น เป็นพืชจำพวกต้น อยู่ในตระกูลเดียวกับน้อยหน่าและการเวก นิยมขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด มีแหล่งกำเนิดในเอเชียเขตร้อน ในประเทศฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

ลักษณะทั่วไปของกระดังงา
กระดังงานั้นเป็นไม้เลื้อยทรงพุ่มโปร่ง มีดอกออกตลอดทั้งปี เป็นดอกแบบช่อกระจุกตามซอกใบหรือปลายกิ่งประมาณ 4 – 6 ดอก แบ่งออกเป็น 2 ชั้น กลีบดอกสีเหลืองหรือเหลืองอมเขียว มีกลิ่นหอมมาก และมีบางชนิดที่เป็นเถาเลื้อย ลำต้นสูงประมาณ 15 – 25 เมตร บริเวณโคนต้นมีปุ่มอยู่เล็กน้อยแต่สามารถแตกกิ่งก้านได้มาก ส่วนเปลือกของต้นกระดังงามีสีเทาหรือน้ำตาลเป็นต้นเกลี้ยง โดยเปลือกจะมีการหนาตัวขึ้นตามอายุของต้น เป็นใบเดี่ยวเรียงสลับคล้ายรูปวงรี ตรงปลายแหลม โคนมนสอบแหลม และขอบใบนั้นจะเรียบเป็นคลื่นสีขาวๆ

กระดังงา

ประโยชน์และสรรพคุณของกระดังงา
เปลือกต้น – ช่วยในการแก้อาการท้องเสีย และขับปัสสาวะ รวมถึงปัสสาวะพิการ ให้รสฝาดเฝื่อน
เนื้อไม้ – ช่วยแก้อาการปัสสาวะพิการ และช่วยขับปัสสาวะ ให้รสขมเฝื่อน
ดอก – ช่วยบำรุงหัวใจให้แข็งแรง ตลอดจนบำรุงธาตุ และบำรุงโลหิต ให้รสหอมสุขุม

นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อกันว่าหากบ้านใดมีต้นกระดังงาจะช่วยทำให้มีชื่อเสียงโด่งดัง เพราะคำว่า “กระดัง” ก็คือ การทำให้เกิดเสียงดังไปไกล แม้กระทั่งในสมัยโบราณก็มีความเชื่อเกี่ยวกับต้นกระดังงานี้เช่นกัน อย่างในบันทึกโบราณที่ว่า เสียงดังเหมือนนกการะเวกที่มีเสียงดังและไพเราะจนก้องไปไกลถึงแดนสวรรค์ จึงทำให้มีบางคนเรียกกระดังงานี้ว่าการะเวก

ซึ่งเรียกได้ว่ากระดังงานี้เป็นไม้มงคลที่ช่วยในการเสริมชื่อเสียงให้โด่งดัง ทำให้ผู้คนเคารพเป็นที่นับหน้าถือตา หากปลูกควรปลูกในทิศตะวันออกของบ้านซึ่งเชื่อว่าเป็นทิศที่ดีเป็นสิริมงคลสำหรับตัวบ้านและผู้อยู่อาศัยข

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.เกร็ดความรู้.net/

More
ข่าวทั่วไป

เห็ดหลิน จือ ราชาแห่งสมุนไพร เสริมภูมิคุ้มกัน ต้านมะเร็ง

เห็ดหลิน สรรพคุณยอดสมุนไพรจากแผ่นดินจีน ยาอายุวัฒนะที่คนรักสุขภาพไม่ควรพลาด

เห็ดหลิน หนึ่งในสมุนไพรจีนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นยารักษาโรคชั้นเลิศนั่นก็คือ “เห็ดหลินจือ” โดยสรรพคุณของเห็ดหลินจือได้รับการบอกต่อกันมาเนิ่นนานว่า ช่วยบำรุงร่างกาย เสริมภูมิต้านทาน ต้านอักเสบ ต่อสู้โรคมะเร็ง จึงได้รับฉายาว่า “ยาอายุวัฒนะ” วันนี้ชวนมารู้จักสมุนไพรจีนเปี่ยมคุณค่าชนิดนี้กัน

คืออะไรเห็ดหลินจือ มีชื่อสามัญว่า Lingzhi mushroom, Reishi mushroom มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Ganoderma lucidum เป็นยาจีนชั้นสูง ที่ใช้กันมานานกว่า 4,000 ปี

เห็ดหลิน

ได้รับการบันทึกสรรพคุณไว้ในตำรา “เสินหนงเปิ่นฉ่าวจิง” ว่าเป็น “เทพเจ้าแห่งชีวิต” เพราะมีพลังมหัศจรรย์ในการบำรุงร่างกาย เห็ดหลินจือจึงมีชื่อเรียกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น หลิงจือ เห็ดหมื่นปี เห็ดจวักงู เห็ดอมตะ เห็ดศักดิ์สิทธิ์ เห็ดนางกวัก และยังถูกเรียกว่าราชาสมุนไพร เนื่องจากสรรพคุณทางยาในการบำรุงร่างกาย ขับพิษ ป้องกันและรักษาโรคที่ดีเลิศกว่าสมุนไพรชนิดอื่น

เห็ดหลินจือ มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศจีนและมีมากกว่า 100 สายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่นิยมนำมาบริโภคเพื่อบำรุงร่างกายและรักษาโรคมากที่สุดก็คือ เห็ดหลินจือแดง (Ganoderma lucidum) เนื่องจากมีสารที่เป็นประโยชน์มากที่สุด

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com/

More
ข่าวทั่วไป

ว่าน หางจระเข้ สมุนไพร ประโยชน์และสมุนไพรของว่านหางจระเข้

ว่าน หางจระเข้  สมุนไพร สรรพคุณของว่านหางจระเข้ รักษาแผล บำรุงผิว รักษาแผลในกระเพาะอาหาร และ บำรุงเส้นผม ว่านหางจระเข้ นิยมนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการทำเครื่องสำอางค์

ว่าน หางจระเข้ พืชชนิดหนึ่งที่ถูกจัดอยู่ในประเภทพืชล้มลุก สีเขียว มีลักษณะลำต้นเป็นข้อปล้อง ใบเดี่ยว ใบหนายาวและโคนใบใหญ่ ปลายแหลม ขอบใบมีหนามห่างกันเป็นระยะ เรียงเป็นชั้น ข้างในใบเป็นวุ้นใสสีเขียวอ่อน มีเมือกเหนียว สามารถออกดอกสีแดงอมเหลืองที่ปลายยอดได้

มีถิ่นกำเนิดมาจากแถบชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและตอนใต้ของทวีปแอฟริกา สามารถปลูกได้ง่ายในดินทราย หรือในกระถางก็ได้ เป็นพืชชอบน้ำ แต่ต้องมีทางระบายน้ำได้ดี ป้องกันไม่ให้อมน้ำมากเกินไปจนรากเน่า

ว่านหางจระเข้ เป็น ไม้ล้มลุก ความสูงประมาณ 30 เซ็นติเมตร ลักษณะเป็นข้อและปล้องสั้น ใบของว่านหางจระเข้ เป็น ใบเดี่ยว ยาว อวบน้ำ มีสีเขียวอ่อน ภายในใบมีวุ้นใส ดอกว่านหางจระเข้ จะเป็นช่อออกตรงกลางต้น ดอกย่อยของว่านหางจระเข้ เป็นหลอดห้อยลง จะมีสีส้ม

สรรพคุณของว่านหางจระเข้ จะใช้น้ำยางที่ใบของว่านหางจระเข้มาใช้ ซึ่ง การใช้ว่านหางจระเข้ ทางสมุนไพร มีดังนี้

นำว่านหางจระเข้มารักษาแผลไฟไหม และน้ำร้อนลวก โดย ใช้น้ำยางมาทาผิวของแผล ช่วยรักษาแผล และสมานแผลได้
การรักษาสิว โดยใช้ยางว่านหางจระเข้ทาหน้า รักษาสิวให้แห้งและหลุดง่าย
บำรุงผมและหนังศีรษะ โดยใช้ยางว่านหางจระเข้ มาเป็นส่วนผสมของยาสระผม ทำให้ ลดอาการคันหนังศรีษะ ไม่มีรังแค
นำว่านหางจระเข้มารับประทาน ใช้รักษาแผลในกระเพาะอาหาร

ว่าน หางจระเข้

ผลิตภัณฑ์จากว่านหางจระเข้

เมื่อสรรพคุณของว่านหางจระเข้มีอยู่มากมายรอบด้านขนาดนี้ ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เกิดจากว่านหางจระเข้ก็ย่อมต้องทยอยออกมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคมากขึ้น ปัจจุบันจึงมีผลิตภัณฑ์ที่ถูกแปรรูปจากว่านหางจระเข้อยู่หลากหลาย ดังนี้

เจลว่านหางจระเข้ สรรพคุณ ใช้ทาเพื่อลดอาการบวม เป็นครีมทาใต้ตา บำรุงผิวหน้า เพิ่มความชุ่มชื้น ใช้ผสมกับส่วนผสมต่าง ๆ พอกหน้าแทนวุ้นว่านหางจระเข้ได้ ทั้งยังใช้ทาแผลพุพอง แผลสด เพื่อบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนได้อีกด้วย เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งผ่านการยิงเลเซอร์ และมีรอยไหม้แดงบนใบหน้า จะทำให้บรรทาอาการลงและฟื้นตัวเร็วขึ้น
ครีมว่านหางจระเข้ ก็มีสรรพคุณเดียวกันกับเจลว่านหางจระเข้ แตกต่างกันที่เนื้อผลิตภัณฑ์ ที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์เข้มข้นกว่า อาจไม่เหมาะกับผู้ที่มีหน้ามัน เพราะเนื้อครีมจะให้ความรู้สึกหนักกว่าเนื้อเจล แต่ค่อนข้างเหมาะกับผู้ที่มีหน้าแห้ง เพราะจะให้ความชุ่มชื้นที่มากกว่า
ทั้งนี้นอกจากเจลว่านหางจระเข้และครีมว่านหางจระเข้แบบทั่วไปแล้ว ยังถูกต่อยอดออกไปเป็นเจลล้างหน้าว่านหางจระเข้ เจลและครีมว่านหางจระเข้แบบผสมสารกันแดด นอกจากนี้ยังมีน้ำว่านหางจระเข้สำหรับดื่มอีกด้วย โดยสรรพคุณไม่แตกต่างจากว่านหางจระเข้สดมากนัก

คำแนะนำในการใช้ว่านหางจระเข้

การเลือกใช้ใบจากต้นว่านหางจระเข้ควรเลือกต้นที่มีอายุมากกว่า 1 ขึ้นไป และให้เลือกใบล่างสุดเพราะจะอวบโตและมีวุ้นมากกว่าใบที่อยู่ด้านบน
เนื่องจากวุ้นของว่านหางจระเข้ไม่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อ ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ควรปอกโดยใช้เทคนิคปลอดเชื้อ Aseptic technique เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
การนำวุ้นมาใช้เพื่อรักษาแผลจำเป็นต้องล้างน้ำให้สะอาด เพื่อป้องกันน้ำยางจากเปลือกที่มีสารแอนทราควิโนน (Anthraquinone) เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้ได้
ว่านหางจระเข้จะมีคุณภาพสูงสุดเมื่อตัดมาแล้วใช้ทันที และจะมีสรรพคุณทางยาที่ดีกว่าผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป
วุ้นของว่านหางจระเข้จะไม่คงตัวเท่าไหร่นัก ดังนั้นถ้าปอกแล้วจะเก็บไว้ได้เพียง 6 ชั่วโมงเท่านั้น
หากนำว่านหางจระเข้ไปแช่ในตู้เย็นจนเย็นก่อนการนำมาใช้ จะช่วยทำให้รู้สึกสดชื่นเย็นสบายมากยิ่งขึ้น
การใช้เพื่อใช้เป็นยาถ่าย ยาระบาย ไม่ควรใช้กับหญิงตั้งครรภ์หรือหญิงที่กำลังจะมีประจำเดือน รวมไปถึงผู้ที่เป็นโรคริดสีดวงทวารด้วย
การใช้วุ้นจากใบเพื่อใช้เป็นยาทาภายนอก สำหรับบางรายแล้วอาจจะเกิดอาการแพ้ได้ (จากงานวิจัยพบว่าไม่ถึง 1%) โดยลักษณะของอาการแพ้หลังจากหรือปิดวุ้นลงบนผิวหนัง จะทำให้ผิวหนังเป็นผื่นแดงบาง ๆ หรืออาจมีอาการเจ็บแสบด้วย โดยอาการจะแสดงหลังจากทาไปแล้วประมาณ 2-3 นาที ถ้าคุณมีอาการแพ้หลังการใช้วุ้นว่านหางจระเข้ ก็ให้รีบล้างออกด้วยน้ำสะอาด และเลิกใช้ทันที

ขอบคุณแหล่งที่มา https://beezab.com

More
ข่าวทั่วไป

กระถิน พืชสมุนไพรพื้นบ้าน สรรพคุณ และ ประโยชน์ของกระถิน

กระถิน  พืชสมุนไพรในเขตร้อน มีถิ่นกำเนิดในประเทศแถบทวีปอเมริกา และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ขยายพันธุ์ได้ง่าย จัดเป็นไม้พุ่ม ไม้ต้นขนาดเล็ก นิยมรับประทาน

กระถิน จัดเป็นพืชตระกูลถั่ว ชื่อเรียกอื่ๆของกระถิน คือ กะเส็ดโคก , กะเส็ดบก , กะตง , กระถินน้อย , กระถินบ้าน , ผักก้านถิน , ผักหนองบก , กระถินไทย , กระถินดอกขาว , กระถินหัวหงอก , ตอเบา , สะตอเทศ , สะตอบ้าน , กระถินยักษ์ เป็นต้น

คุณค่าทางโภชนาการของกระถิน

นักโภชนาการได้ศึกษาคุณค่าทางอาหารของยอดกระถินอ่อน ขนาด 100 กรัม พบว่าให้พลังงานสูงถึง 62 กิโลแคลอรี มีสารอาหารสำคัญ ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต 5 กรัม โปรตีน 8.4 กรัม ไขมัน 0.9 กรัม กากอาหาร 3.8 กรัม น้ำ 80.7 กรัม วิตามินเอ 7,883 หน่วยสากล วิตามินบี 1 0.33 มิลลิกรัม วิตามินบี 2 0.09 มิลลิกรัม วิตามินบี 3 1.7 มิลลิกรัม วิตามินซี 8 มิลลิกรัม ธาตุแคลเซียม 137 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 9.2 มิลลิกรัม และ ธาตุฟอสฟอรัส 11 มิลลิกรัม

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของต้นกระถิน

ต้นกระถินสามารถขยายพันธุ์ ด้วยการใช้เมล็ด และสามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุย สำหรับลักษณะของต้นกระดิน มีรายละเอียด ดังนี้

ต้นกระถิน มีความสูงประมาณไม่เกิน 10 เมตร ลักษณะทรงต้นเป็นเรือนยอดรูปไข่ เปลือกมีสีเทา มีปุ่มนูนของรอยกิ่งก้านที่หลุดร่วงไป
ใบกระถิน เป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับกัน แกนกลางใบประกอบมีขน เรียงตรงข้ามกัน ส่วนใบย่อยเรียงตรงข้ามกัน ลักษณะของโคนใบเบี้ยว ปลายใบแหลม ขอบใบมีขน
ดอกกระถิน ดอกของกระถินจะมีสีขาว ออกอดช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนของทุกปี ดอกมีลักษณะเป็นช่อ แบบกระจุกแน่น ออกดอกตามง่ามใบและปลายกิ่ง ลักษณะเป็นรูประฆัง
ฝักกระถิน ลักษณะแบน ปลายฝักแหลม เมื่อฝักแก่จะแตกตามยาว ภายในฝักกระถินจะมีเมล็ดเรียงตามขวางจำนวนมาก และจะออกผลช่วงเดือนกรกฎาคมจนถึงเดือนมกราคมของทุุกปี
เมล็ดกระถิน สำหรับเมล็ดของกระถิน จะอยู่ภายในฝักกระถิน มีลักษณะเป็นรูปไข่ แบน สีน้ำตาล และ มัน

กระถิน

สรรพคุณของกระถิน

สำหรับต้นกระถินสามารถใช้ประโยชน์ได้ในทุกส่วน ตั้งแต่ ลำต้น เปลือก ใบ ดอก เมล็ด โดยรายละเอียด ดังนี้

รากของกระถิน มีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยขับระดู
เมล็ดแก่ของกระถิน มีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยให้นอนหลับ ช่วยขับลม ช่วยขับระดูขาวของสตรี ช่วยบำรุงไต
เมล็ดของกระถิน มีสรรพคุณ บำรุงกระดูก เป็นยาถ่ายพยาธิตัวกลม ช่วยลดการเกิดนิ่วในกระเพาะอาหาร
ฝักอ่อนของกระถิน มีสรรพคุณ บำรุงกระดูก บำรุงหัวใจ ช่วยเจริญอาหาร แก้กระหายน้ำ ช่วยแก้อาการท้องร่วง ช่วยลดการเกิดนิ่วในกระเพาะอาหาร
ยอดอ่อนของกระถิน มีสรรพคุณ บำรุงกระดูก ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด บำรุงสายตา บำรุงหัวใจ ช่วยเจริญอาหาร แก้กระหายน้ำ ช่วยลดการเกิดนิ่วในกระเพาะอาหาร
ดอกของกระถิน มีสรรพคุณช่วยแก้เกล็ดกระดี่ขึ้นตา ช่วยบำรุงตับ
เปลือกของกระถิน มีสรรพคุณช่วยห้ามเลือด

โทษของกระถิน

ในใบของกระถิน มีสารชนิกหนึ่งที่มีฤทธิ์เป็นพิษ ชื่อ สารลิวซีนีน ( Leucenine ) หากกินไปมากๆ อาจทำให้ขนร่วงและเป็นหมันได้ กระถินเป็นพืชที่มีคุณสมบัติ ช่วยดูดธาตุซีลีเนียมจากดินได้มาก จึงอาจทำให้เกิดพิษเนื่องจากธาตุนี้ได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://beezab.com

More