ข่าวทั่วไป

กรดไหลย้อน (GERD) อาการ, สาเหตุ, การรักษาโรคกรดไหลย้อน

กรดไหลย้อน หมายถึง ภาวะที่น้ำย่อยในกระเพาะอาหารซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดไหลย้อนกลับขึ้นไประคายเคืองในหลอดอาหารและลำคอ ทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก ลำคอ และกล่องเสียงอักเสบ

กรดไหลย้อน เป็นโรคที่พบได้ประมาณ 10-15% ของผู้ที่มีอาการอาหารไม่ย่อย (Syspepsia) เป็นโรคที่พบได้ในคนทุกอายุ ตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยจะพบอัตราการเกิดสูงขึ้นในคนที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป (พบสูงสุดในคนอายุ 60-70 ปีขึ้นไป) แต่ก็อาจพบได้ในเด็กเล็กและคนวัยหนุ่มสาวได้ด้วยเช่นกัน ผู้หญิงและผู้ชายมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ใกล้เคียงกัน

มีรายงานว่า ในคนตะวันตกจะพบโรคนี้ได้ประมาณ 10-20% ของประชากร ส่วนในสหรัฐอเมริกาพบคนที่มีอาการของโรคนี้ประมาณ 25-40% โดยคาดว่าเมื่อคนมีอายุยืนยาวมากขึ้นก็จะพบโรคนี้ได้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

สาเหตุของโรคกรดไหลย้อน

เกิดจากภาวะหย่อนสมรรถภาพของหูรูดส่วนล่างของหลอดอาหาร (Lower esophagel sphincter – LES) ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดส่วนนี้ปิดไม่สนิท จึงเปิดช่องให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหารและลำคอ น้ำย่อยซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดก็จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุของอวัยวะเหล่านี้ ทำให้เกิดอาการไม่สบายและอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมา

โดยภาวะปกติในขณะที่เรากลืนอาหารนั้น กล้ามเนื้อหูรูดส่วนล่างของหลอดอาหารนี้จะหย่อนคลายตัวเพื่อเปิดให้อาหารไหลผ่านลงไปในกระเพาะอาหาร เมื่ออาหารไหลผ่านลงไปกระเพาะจนหมดแล้ว หูรูดนี้ก็จะหดรัดตัวเพื่อปิดกั้นไม่ให้อาหารและน้ำย่อยซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรดที่อยู่ในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหารจนทำอันตรายต่อเยื่อบุหลอดอาหารได้

กรดไหลย้อน

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้โรคกรดไหลย้อนกำเริบ

  • อายุ ดังที่กล่าวมาแล้วว่า เมื่อมีอายุสูงมากขึ้น โอกาสที่จะเกิดโรคนี้ก็ยิ่งสูงมากขึ้นตามไปด้วย
  • การรับประทานอาหารแต่ละมื้อในปริมาณมาก (อิ่มมากเกินไป) ซึ่งจะกระตุ้นให้มีน้ำย่อยหลั่งออกมามาก
  • การนอนราบ การนั่งงอตัว หรือโค้งตัวลงต่ำ เพราะจะเป็นการเพิ่มแรงดันในกระเพาะอาหาร ทำให้อาหารและน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหารและลำคอได้ง่าย
  • การรัดเข็มขัดแน่นหรือใส่กางเกงคับเอว เพราะจะเป็นการเพิ่มแรงดันในกระเพาะอาหาร ทำให้น้ำย่อยไหลย้อนขึ้นไปได้ง่าย

วิธีรักษาโรคกรดไหลย้อน

ถ้าเริ่มมีอาการในระยะแรก แพทย์จะให้รับประทานยาต้านกรดหรือยาลดกรด (Antacids) ร่วมกับยาลดการสร้างกรดกลุ่มต้านเอช 2 (H2 antagonist) เช่น รานิทิดีน (Ranitidine) ครั้งละ 150 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ทุก 12 ชั่วโมง หรือรับประทานครั้งเดียวในขนาด 300 มิลลิกรัม

หลังอาหารเย็นหรือก่อนนอน นาน 2 สัปดาห์ ถ้าอาการดีขึ้นให้รับประทานจนครบ 8 สัปดาห์ แต่ถ้าไม่ดีขึ้นหรือมีอาการกำเริบ หรือน้ำหนักตัวลดลง ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจหาสาเหตุ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

More
ข่าวทั่วไป

น้ำมะละกอ เครื่องดื่ม สุขภาพ อุดมไปด้วย เบต้าแคโรทีน ช่วยขับถ่าย

น้ำมะละกอ ที่เราไว้กินล้างปากหลังมื้ออาหารมีประโยชน์มากนะคะ ในเนื้อมะละกอสุกนั้นมีมีวิตามิน A สูง อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนที่เป็นตัวต่อต้านสารอนุมูลอิสระ แถมยังมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ

น้ำมะละกอ มีหลายคนที่ไม่ชอบกินมะละกอสุกแบบเป็นชิ้น ๆ อาจเพราะไม่ชอบกลิ่น หรือเนื้อเละ วันนี้เรามีวิธีที่ทำให้คุณได้รับประโยชน์จากมะละกอแบบเต็ม ๆ ไม่แพ้กันก็คือ น้ำมะละกอ นั่นเอง ลองไปดูส่วนผสม และวิธีทำกันเลย

น้ำมะละกอ

สิ่งที่ต้องเตรียม

* เนื้อมะละกอสุก ปอกเปลือกหั่นเป็นชิ้นเล็ก แช่เย็นจัด 1 ถ้วย

* เกลือป่นเล็กน้อย

* น้ำมะนาว 1-2 ช้อนชา

* น้ำเชื่อม แช่เย็นจัด 1/2 ถ้วย

* น้ำต้มสุก แช่เย็นจัด 1 ถ้วย

วิธีทำ

ใส่เนื้อมะละกอ เกลือป่น น้ำมะนาว น้ำเชื่อม และน้ำต้มสุกลงในเครื่องปั่น ปั่นละเอียดและเนื้อเนียน จากนั้นเทใส่แก้ว พร้อมดื่ม หรือนำไปแช่เย็นก่อนดื่ม

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

 …

More
ข่าวทั่วไป

กลืนข้าว ปั้นเพราะ ก้างปลา ติดคอ อันตรายหรือไม่ ? ลองมาดูกัน

กลืนข้าว ลงไปทั้งก้อนโดยไม่ต้องเคี้ยว เพื่อให้ก้อนข้าวลากเอาก้างปลาลงไปในท้อง แต่วิธีนี้ได้ผลจริงหรือ และมีอันตรายต่อร่างกายหรือไม่

กลืนข้าว ปั้นทั้งก้อน ช่วยทำให้ก้างปลาที่ติดคอหลุดลงท้องไปได้ ? คำกล่าวนี้ ไม่เป็นความจริงเสมอไป เพราะการกลืนอาหารเหนียวๆ แข็งๆ หรือคำโตๆ เพื่อให้ก้างปลาหลุดลงไปในท้องนั้น ความเป็นจริงแล้วอาหารเหล่านั้นอาจดันให้ก้างปลาติดเข้าไปในเนื้อเยื่อของผนังในบริเวณที่ก้างปลาติดอยู่มากยิ่งขึ้น ดังนั้นวิธีนี้จึงไม่เป็นวิธีที่เอาก้างปลาออกจากคออย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์

วิธีเอาก้างปลาที่ติดอยู่ในคอออกอย่างผิดๆ

ยังมีอีกหลายวิธีผิดๆ ที่เราใช้เพื่อเอาก้างปลาออกจากคอ เช่น บีบมะนาวเข้าไปในคอโดยตรง กลั้วคอด้วยน้ำส้มสายชู กลั้วคอหรือดื่มน้ำอุ่นในปริมาณมากๆ เพื่อให้ก้างปลาอ่อนนิ่ม ทุกวิธีที่กล่าวมานั้นไม่ช่วยให้ก้างปลาหลุดออกมาได้เลย หนำซ้ำยังสร้างความระคายเคืองให้กับผนังภายในลำคอมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

เพราะก้างปลาเป็นกระดูกแข็งที่มีปลายแหลม มีส่วนประกอบหลักอย่าง แคลเซียม ซึ่งไม่สามารถย่อยสลายได้ด้วยกรดอ่อน หรือน้ำอุ่น ในระยะเวลาอันสั้นแค่นั้นได้

กลืนข้าว

อันตรายที่อาจเกิดขึ้น หากมีก้างปลาติดคอ

จากข้อมูลของศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ ระบุว่า ส่วนใหญ่แล้วก้างปลามักติดคออยู่บริเวณใกล้ต่อมทอนซิล เพดานอ่อน โคนลิ้น ฝาปิดกล่องเสียง และในหลอดอาหาร เราจะมีอาการเจ็บบริเวณที่มีก้างตำ ยิ่งกลืนยิ่งเจ็บ และหากมีก้างติดอยู่นานหลายวัน อาจเกิดการอักเสบ ติดเชื้อ เป็นหนอง และมีไข้ตามมาได้ บางรายอาจพบเลือดปนออกมากับน้ำลายได้ด้วย หากยิ่งปล่อยไว้นาน อาจมีโอกาสเกิดอาการแทรกซ้อนต่างๆ ตามมา เช่น หลอดอาหารทะลุ มีหนองลามเข้าไปในช่องอก หรือเยื่อหุ้มหัวใจ จนอาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้เลยทีเดียว

ดังนั้น หากมีปัญหาก้างปลาติดคอ เอาไม่ออก ควรรีบพบแพทย์หู คอ จมูก ซึ่งเป็นผู้ที่จัดการปัญหาก้างปลาติดคอได้ดีที่สุด

ก้างปลาติดคอ ควรทำอย่างไร?

เมื่อต้องให้แพทย์หู คอ จมูก ช่วยเหลือ แพทย์จะใช้เครื่องมือที่เป็นกล้องตรวจพิเศษแบบหักมุม ที่จะช่วยทำให้เห็นก้างปลาที่ติดอยู่ในลำคอได้อย่างชัดเจน และง่ายขึ้นมาก

ถ้าบริเวณที่ก้างปลาติดอยู่เหนือกล่องเสียง และลูกกระเดือก แพทย์จะใช้เครื่องมือที่มีความโค้งงอหลากหลายมุมคีบออกมาได้ แต่ถ้าก้างปลาติดบริเวณที่ต่ำกว่าลูกกระเดือก แพทย์อาจต้องใช้วิธีเอกซเรย์ และผ่าตัดเข้ามาช่วย

นอกจากก้างปลาแล้ว ปัจจุบันยังพบ “ลวดเย็บกระดาษ” ติดอยู่ในลำคอมากขึ้นด้วย ดังนั้นนอกจากจะต้องทานปลาอย่างระมัดระวังแล้ว ก่อนรับประทานอาหาร ควรระมัดระวังลวดเย็บกระดาษที่อาจติดมากับบรรจุภัณฑ์ของอาหารด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

 …

More
ข่าวทั่วไป

ยำเต้าหู้ฟู จากเมนูยำฮิต สู่อาหารเจสุดแซ่บ จากสูตรยำปลาดุกฟูยอดฮิต

ยำเต้าหู้ฟู ไอเดียมาจากสูตรยำปลาดุกฟูยอดฮิตกลายเป็นอาหารเจ มาพร้อมสูตรน้ำยำสุดง่าย แซ่บเว่อร์ไม่จำเจ ทำได้เลย !

ยำเต้าหู้ฟู เทศกาลกินเจหมุนเวียนมาอีกครั้ง ส่วนใหญ่เราจะซื้อกินตลอดวันทำงาน จะมีโอกาสทำอาหารเจกินเองเฉพาะวันเสาร์-วันอาทิตย์เท่านั้น เลยทำกับข้าวเจที่ไม่มีขายตามท้องตลาด ขอนำเสนอ ซึ่งดัดแปลงมาจากยำปลาดุกฟูค่ะ ถามว่าอร่อยไหม พูดเลยว่า แซ่บมาก

ยำเต้าหู้ฟู

ส่วนผสม ยำเต้าหู้ฟู

• เต้าหู้ขาว
• เกล็ดขนมปัง
• เกลือ
• มะม่วงซอย
• แครอทซอย
• มะเขือเทศหั่นขวาง
• พริกซอย
• ขึ้นฉ่ายหั่นท่อน
• เม็ดมะม่วงหิมพานต์

ส่วนผสม น้ำยำ

• ซีอิ๊วขาว
• น้ำตาลทราย
• น้ำมะนาว

วิธีทำน้ำยำ

• ผสมทุกอย่างให้เข้ากันพักไว้

วิธีทำยำเต้าหู้ฟู

• ยีเต้าหู้ให้แหลก นำไปคลุกเกล็ดขนมปังและเกลือให้เข้ากัน

• ตั้งกระทะเปิดไฟกลาง ใส่น้ำมันมากหน่อยสำหรับทอด พอน้ำมันเริ่มร้อนใส่เต้าหู้คลุกเกล็ดขนมปังลงไปทอดให้เหลือง ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำมัน

• ตักเต้าหู้ฟูใส่ชามผสม ราดน้ำยำ และใส่ส่วนผสมทุกอย่างที่เหลือ ได้แก่ มะม่วงซอย แครอทซอย มะเขือเทศหั่นขวาง พริกซอย ขึ้นฉ่ายหั่นท่อน และเม็ดมะม่วงหิมพานต์ คลุกเคล้าเข้าด้วยกัน

• ตักใส่จาน เสิร์ฟความแซ่บได้เลย

 

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://cooking.kapook.com

More
ข่าวทั่วไป

ผัดบวบกุ้ง จานอร่อยที่แถมไปด้วย แคลอรีต่ำ หม่ำแล้วไม่อ้วน

ผัดบวบกุ้ง  สาวลดน้ำหนักคนไหนกำลังมองหาอาหารอร่อย ๆ สไตล์ไทย ๆ ไว้แก้เบื่อจากเมนูเดิม ๆ ที่กินอยู่ทุกวัน ขอแค่เพียงให้มีแคลอรีต่ำก็เพียงพอแล้ว

ผัดบวบกุ้ง นี่แหล่ะที่เราได้หยิบยกเมนูบวบผัดกุ้งแชบ๊วย เมนูไทย ๆ ทำง่าย ๆ มานำเสนอ เป็นสูตรจาก นิตยสารแม่บ้าน เพราะบวบผัดกุ้งแชบ๊วยจานนี้ให้พลังงานประมาณ 263 กิโลแคลอรีเท่านั้นเอง คนที่กำลังควบคุมน้ำหนักก็รีบมาจดสูตรแล้วนำไปทำกินเองได้แล้ว

ผัดบวบกุ้ง

ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่)

  • กุ้งแชบ๊วย 7 ตัว (ปอกเปลือกไว้หาง ผ่าหลังดึงเส้นดำออก)
  • น้ำมันถั่วเหลือง 2 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • แป้งข้าวโพด 1/2 ช้อนชา
  • พริกไทยป่น 1/8 ช้อนชา
  • บวบเหลี่ยม 150 กรัม (ปอกเปลือกหั่นชิ้น)
  • ขิงสดซอยเป็นเส้น 1 ช้อนโต๊ะ
  • กระเทียมสับละเอียด 1/2 ช้อนชา
  • น้ำปลา 1 ช้อนชา
  • ไวน์ขาว 2 ช้อนชา
  • เกลือป่นหยาบ 1/8 ช้อนชา

วิธีทำ

1. นำกุ้งไปหมักกับน้ำปลา น้ำมันถั่วเหลือง 1/2 ช้อนโต๊ะ แป้งข้าวโพด และพริกไทยป่น เคล้าให้เข้ากัน แช่ตู้เย็นไว้ ประมาณ 20 นาที

2. นำบวบลวกในน้ำเดือดประมาณ 1 นาที ตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำ เตรียมไว้

3. ใส่น้ำมันถั่วเหลืองลงในกระทะ ตั้งไฟพอน้ำมันร้อน นำกุ้งที่หมักไว้ลงผัดจนกุ้งเปลี่ยนเป็นสีแดงสุก ใส่ขิง และกระเทียม ผัดให้หอมประมาณ 5 วินาที

4. ใส่บวบลวกผัดให้เข้ากัน เติมไวน์ขาว ปรุงรสด้วยเกลือป่นและพริกไทยป่น ผัดต่อพอเข้ากันดียกลง ตักใส่จาน จัดเสิร์ฟ

ผัดบวบกุ้งแชบ๊วยตัวโต ๆ น่ากินสุด ๆ บวบก็กรอบ กุ้งก็แน่น ไม่ต้องลดน้ำหนักกันแล้วล่ะแบบนี้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

More
ข่าวทั่วไป

ส้มตำสาหร่าย พวงองุ่น เมนูอร่อยแซ่บ ตามกระแส คนลดความอ้วน

ส้มตำสาหร่าย พวงองุ่น อีกหนึ่งวิธีกินสาหร่ายพวงองุ่นให้อร่อยและมีประโยชน์ จับสาหร่ายพวงองุ่นมาทำเมนูอาหารอีสานรสชาติถูกปากคนไทยอย่างส้มตำสาหร่าย ลองชิมแล้วจะลืมไม่ลง

ส้มตำสาหร่าย พวงองุ่น  8 เมนูอร่อย อาหารเพื่อสุขภาพน้องใหม่ ไปหลายเมนู อาทิ สลัดสาหร่ายพวงองุ่น และสาหร่ายพวงองุ่นกับน้ำจิ้มซีฟู้ด หลายคนที่กำลังตามหาความอร่อยและเมนูใหม่ ๆ จากเจ้าสาหร่ายเม็ดกลมน้องใหม่นี้อยู่

เราก็มีอีกหนึ่งเมนูจากสาหร่ายพวงองุ่นโดน ๆ เด็ด ๆ รสชาติโดนใจคนไทยอย่าง ส้มตำสาหร่ายพวงองุ่นที่อยากให้ลองทำกินกันดู รับรองว่าง่ายและโดนใจสาว ๆ ลดความอ้วนแน่นอน

ส่วนผสม ส้มตำสาหร่ายพวงองุ่น

สาหร่ายพวงองุ่น 100 กรัม
พริกขี้หนูสวน (ตามชอบ)
กระเทียมปอกเปลือก 50 กรัม
กุ้งแห้ง 50 กรัม
ถั่วลิสงคั่ว 100 กรัม
ถั่วฝักยาว (หั่นท่อน) 200 กรัม
น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
แครอทซอย 100 กรัม
มะเขือเทศราชินี (หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ) 3 ลูก

ส้มตำสาหร่าย

วิธีทำส้มตำสาหร่ายพวงองุ่น

1. โขลกพริกขี้หนูสวนกับกระเทียมเข้าด้วยกันพอหยาบ ๆ

2. ใส่กุ้งแห้ง ถั่วลิสงคั่ว และถั่วฝักยาวลงไปโขลกส่วนผสมให้ละเอียดเข้ากัน เพื่อให้น้ำส้มตำมีความเข้มข้น

3. ปรุงรสด้วยน้ำมะนาว น้ำปลา และน้ำตาลปี๊บ โขลกให้เข้ากันอีกครั้ง ชิมรสตามชอบ

4. ใส่มะเขือเทศราชินี ตามด้วยถั่วฝักยาวหั่นท่อน แครอทซอยและถั่วลิสงคั่ว คลุกให้เข้ากัน

5. ตักส่วนผสมน้ำส้มตำใส่ถ้วย เตรียมเสิร์ฟ

6. ล้างสาหร่ายพวงองุ่น โดยการผ่านน้ำสะอาด

7. จากนั้นนำไปใส่ในน้ำเย็นจัด

8. สะเด็ดน้ำจัดใส่จาน เสิร์ฟคู่กับน้ำส้มตำที่ทำไว้

มาแล้วจ้า… ส้มตำสาหร่ายพวงองุ่นแซ่บ ๆ ใครที่ยังไม่เคยลองกินแล้วอยากจะริเริ่มกินสาหร่ายพวงองุ่นดู เมนูนี้ขอแนะนำเลยค่ะ รับรองโดนใจ !

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

More
ข่าวทั่วไป

ลาบปลากระป๋อง เมนูกับข้าวสิ้นเดือนที่ทำง่าย ๆ ลดความอ้วนได้

ลาบปลากระป๋อง เหมาะทำเป็นเมนูกับข้าวสิ้นเดือนจากปลากระป๋องที่ไม่ธรรมดา หรือทำเป็นอาหารลดความอ้วนก็ได้เช่นกัน รสชาติเผ็ดแซ่บถูกปาก ทำง่าย จัดไปอย่าให้เสีย

ลาบปลากระป๋อง  เหมาะทำเป็นเมนูกับข้าวสิ้นเดือน  เผลอแป๊บเดียวก็ใกล้สิ้นเดือนอีกแล้ว เงินทองก็ร่อยหรอต้องแคะกระปุกออมสินของสุดที่รักมาใช้แล้วล่ะ (ล้อเล่น) โชคดีนะที่ในตู้กับข้าวยังมีปลากระป๋องที่ซื้อตุนไว้ตั้งแต่ต้นเดือน เราก็จับมาทำยำปลากระป๋องบ้าง น้ำพริกปลากระป๋องบ้าง

ตอนนี้ความคิดเริ่มตีบตันไม่รู้จะทำเมนูปลากระป๋องอะไรอีกดีหนอ กระปุกดอทคอมขอนำเสนอวิธีทำลาบปลากระป๋อง ทำง่ายสุด ๆ แค่เอาปลากระป๋องมาคลุกเคล้ากับน้ำยำ เพียงเท่านี้ก็ได้ลาบปลากระป๋อง แคลอรีต่ำ เห็นไหมล่ะว่าปลากระป๋องทำได้มากกว่าที่คิดอีกนะคะ ดูบอลออนไลน์ HD

ลาบปลากระป๋อง

ส่วนผสม ลาบปลากระป๋อง

  • ปลากระป๋อง
  • น้ำมะนาว
  • น้ำปลา
  • พริกป่น
  • ข้าวคั่ว
  • หอมแดงซอย
  • ผักเคียง ตามชอบ

วิธีทำลาบปลากระป๋อง

  • หั่นเนื้อปลาเป็นชิ้นพอคำ
  • ใส่น้ำมะนาว น้ำปลา พริกป่น และข้าวคั่วลงในชามผสม ตามด้วยหอมแดงซอยลงไปคนให้เข้ากัน
  • ใส่เนื้อปลาลงไปในน้ำยำแล้วคลุกให้เข้ากัน
  • ตักลาบปลากระป๋องจัดเรียงเป็นคำ ๆ เสิร์ฟพร้อมกับผักเคียง

ต่อไปนี้เราจะมีเมนูสิ้นเดือนเพิ่มขึ้นอีกเมนู คือ ลาบปลากระป๋อง เมนูอาหารไทยสุดอร่อย ปรุงรสให้แซ่บตามชอบ เอาล่ะ… เพื่อน ๆ ที่มีปลากระป๋องไม่ต้องลังเลนะคะ เปิดออกมาทำลาบกินเที่ยงนี้เลย ของเขาดีจริง ๆ นะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

 …

More
ข่าวทั่วไป

นักแสดงหนุ่ม “กัญจน์ ภักดีวิจิตร” ปัดข่าวถวายกล้วยเกย์ที่สวนลุมพินี

นักแสดงหนุ่ม เจ้าของบทนักปิ้งไก่ในตำนาน กัญจน์ ภักดีวิจิตร หรือ กอล์ฟ ลูกชายของผู้กำกับชื่อดัง ฉลอง ภักดีวิจิตร ออกมาปฏิเสธกระแสข่าวที่ออกมาก่อนหน้า

นักแสดงหนุ่ม กัญจน์ ภักดีวิจิตร โดยมีกระแสว่า นักแสดงอักษรย่อ ก. มีเพศสัมพันธ์ทางปากกับเกย์คนหนึ่งที่สวนลุมพินี เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว

นักแสดงหนุ่ม

ทั้งยังบังเอิญพบเกย์คนนี้ที่สถานบันเทิงแห่งหนึ่ง ก่อนจะจบลงด้วยการมีเพศสัมพันธ์ทางปากกันอีกครั้ง

หนุ่มกอล์ฟ วัย 41 ปี กล่าวระหว่างการออกรายการแฉ ช่อง GMM25 ว่าข่าวดังกล่าวเป็นข่าวมั่ว และบอกว่าไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น

“ไม่ คือมันไม่มีอะ ก็มันไม่มีอะไรครับ มันไม่มีอะไร มันเป็นแค่ข่าว” กอล์ฟ กล่าว

สนับสนุนโดย เว็บพนันออนไลน์

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

More
อาหารเพื่อสุขภาพ

เบียร์ มีประโยชน์อย่างไร และนี่คือประโยชน์ของเบียร์ ที่คุณควรดื่ม

เบียร์ ดีกับใจแล้วยังดีกับไตอีกด้วย งานวิจัยยกให้เบียร์เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีประโยชน์เหนือเครื่องดื่มใดๆ ในบรรดาแอลกอฮอล์ทั้งหมด

เบียร์ ช่วยย่อยอาหาร เบียร์ทั่วไป โดยเฉพาะเบียร์ดำมีไฟเบอร์ที่ละลายน้ำอยู่ประมาณ 1 กรัมต่อเบียร์ 300 มล. ต่างกับไวน์ที่ไม่มีไฟเบอร์เลย ไฟเบอร์มีบทบาทสำคัญในการทำงานของลำไส้ (หากขาดไฟเบอร์ อาจทำให้เกิดความผิดปกติในระบบย่อยอาหารและลำไส้ เช่น ท้องผูกหรือท้องร่วง)

ช่วยลดคอเลสเตอรอลไฟเบอร์ในเบียร์มีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่ส่งผลเสียต่อร่างกายได้

ช่วยเพิ่มระดับวิตามิน B เพราะเบียร์ประกอบด้วยวิตามิน B1, B2, B6 และ B12 นอกจากนี้งานวิจัยยังระบุว่าคนดื่มเบียร์มีปริมาณวิตามิน B6 ในร่างกายมากกว่าคนที่ไม่ดื่มเบียร์ประมาณ 30% ส่วนคนที่ดื่มไวน์มีปริมาณวิตามิน B6 ในร่างกายมากกว่าคนที่ไม่ดื่มเบียร์ประมาณ 15% เท่านั้น เรียกได้ว่าเบียร์แหล่งวิตามิน B12 ชั้นดีที่หาได้ยากในอาหารทั่วไป อีกทั้งวิตามิน B12 ยังมีส่วนช่วยลดโอกาสเกิดโรคโลหิตจางได้อีกด้วย

ช่วยเสริมสร้างกระดูก งานวิจัยชิ้นหนึ่งในปี 2009 ระบุว่าเบียร์ที่มีระดับธาตุซิลิคอนสูงช่วยเสริมสร้างความหนาแน่นของเซลล์กระดูกได้

ลดอาการโรคนอนไม่หลับ สารแลคโตฟลาวิน (Lactoflavin) และกรดนิโคตินิก (Nicotinic Acid) ที่อยู่ในเบียร์ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น

เบียร์

เบียร์ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจคนดื่มเบียร์จะมีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจน้อยกว่าคนทั่วไปถึง 40-60% เลยทีเดียว

ช่วยป้องกันเส้นเลือดอุดตัน ส่วนผสมในเบียร์มีส่วนช่วยป้องกันการอุดตันของเส้นเลือด ช่วยให้เลือดลมเดินดีขึ้น

ช่วยเพิ่มความจำ งานวิจัยระบุว่าคนที่ดื่มเบียร์จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์และโรคป่วยทางจิตน้อยกว่าคนทั่วไปอีกด้วย

ช่วยลดความเครียด นักวิจัยของมหาวิทยาลัยมอนทรีออลพบว่า การดื่มเบียร์วันละสองแก้วมีส่วนช่วยลดอาการเครียดจากการทำงานหรือคลายความวิตกกังวลได้

เบียร์อุ่นๆ ถือเป็นยารักษาแบบหนึ่ง เพราะข้าวบาร์เลย์ที่นำมาหมักเป็นเบียร์ เมื่อได้รับความร้อนจะทำปฏิกริยากับร่างกาย ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ช่วยเพิ่มอัตราการหายใจ อีกทั้งยังช่วยลดอาการปวดข้อ เอ็น และยั่งช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย คราวหน้าให้ลองเอาเบียร์ไปอุ่นในน้ำร้อนซักหน่อยแล้วเติมน้ำผึ้งลงไปซัก 4 ช้อนชา ก็จะได้เบียร์ที่ดื่มเป็นยาแล้ว

ทำให้ผิวสวยขึ้น ข้อนี้น่าจะถูกใจสาวๆ เพราะเบียร์ประกอบด้วยวิตามินสำคัญมากมายที่ช่วยเสริมสร้างผิวให้แข็งแรง มีน้ำมีนวลและดูเปล่งปลั่งอีกด้วย

พอรู้แบบนี้แล้ว หลายๆ คนคงเริ่มอยากจะดื่มเบียร์ขึ้นมาทันที เบียร์สองแก้วช่วยเพิ่มความจำ, เบียร์อีกสองแก้วช่วยย่อยอาหาร, อีกแก้วช่วยเสริมสร้างกระดูก, อีกซักแก้วดื่มเป็นยา แต่ถ้าดื่มมากขนาดนี้ก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้เหมือนกัน เอาเป็นว่าอย่าดื่มให้มากจนเมาจนเกินไป แต่ดื่มให้สนุกสนาน รู้สึกสดชื่น คลายความกังวลจะดีกว่า

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.health-th.com

More